คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560
ฎีกาที่ 8878/2560
หลักกฎหมาย
ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าเสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ระบุว่า ผู้เสียหายที่ 2 ประสงค์จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในการกระทำความผิดต่อร่างกาย จิตใจ เสื่อมเสียเสรีภาพและชื่อเสียง เมื่อพิจารณาคำร้องดังกล่าวฟังได้เบื้องต้นว่า ผู้เสียหายที่ 2 ประสงค์จะได้ค่าสินไหมทดแทนที่ตนเองได้รับความเสียหายในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะบิดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโจทก์ร่วม มีความหมายเท่ากับความปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ที่มีต่อโจทก์ร่วมถูกกระทบกระเทือนทำนองเดียวกับเสรีภาพของผู้เสียหายที่ 2 ได้รับความเสียหาย แต่ได้เขียนคำร้องในฐานะประชาชนที่ไม่เข้าใจกฎหมายถ่องแท้ จึงเขียนทำนองเรียกค่าสินไหมทดแทนแทนโจทก์ร่วม ทั้งศาลชั้นต้นก็ไม่ได้มีคำสั่งให้แก้ไขคำร้องให้ชัดเจนตามมาตรา 44/1 วรรคสอง จะถือเป็นความผิดของผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ ทั้งปัญหาตามมาตรา 44/1 เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจกำหนด ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 283 ทวิ, 310, 318 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาว น. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 283 ทวิ, 310 ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ ค่าเสียหายต่อความเสื่อมเสียเสรีภาพ และค่าเสียหายต่อชื่อเสียง เป็นเงิน 70,000 บาท จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 14 ปี คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีชายคนร้าย 1 คน พรากโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เยาว์ อายุ 15 ปีเศษ ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาผู้ปกครองดูแล โดยโจทก์ร่วมไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร และพาโจทก์ร่วมไปเพื่อการอนาจาร แล้วหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ร่วมไว้ภายในบ้านหรือขนำที่เกิดเหตุ โดยปิดประตูขังโจทก์ร่วมไม่ให้ออกจากบ้านหรือขนำ และข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมโดยใช้อวัยวะเพศของคนร้ายสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมเพื่อสนองความใคร่ 2 ครั้ง โดยโจทก์ร่วมไม่ยินยอม และอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ผลการตรวจร่างกายโจทก์ร่วม ไม่พบบาดแผลใดๆ ตรวจภายในพบรอยฉีกขาดของเยื่อพรหมจารี แผลหายแล้ว ไม่พบตัวอสุจิในช่องคลอด แพทย์ผู้ตรวจลงความเห็นว่า ไม่พบหลักฐานว่าเพิ่งผ่านการร่วมประเวณี ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ โจทก์ร่วมเป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 2 กับนางจิราพร เกิดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2536 ตามข้อมูลทะเบียนราษฎร์และสำเนาทะเบียนบ้าน แต่ขณะโจทก์ร่วมอายุประมาณ 13 ปี นางจิราพรถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายที่ 2 มีนางยุพา เป็นภริยาคนใหม่ โจทก์ร่วมจึงพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 และนางยุพามารดาเลี้ยงที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของนางหนูวรรณ มารดาของผู้เสียหายที่ 2 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จากคำเบิกความของโจทก์ร่วมในชั้นพิจารณา คำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วม ร่องรอยการตรวจช่องคลอดของโจทก์ร่วม ประกอบกับพยานหลักฐานที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยพรากโจทก์ร่วมไปจากผู้เสียหายที่ 2 และขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยพาโจทก์ร่วมไปเพื่อการอนาจาร หน่วงเหนี่ยวกักขัง และข่มขืนกระทำชำเราตามฟ้องจริง ส่วนปัญหาที่ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 โดยระบุในคำร้องว่า ผู้เสียหายที่ 2 ประสงค์จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในการกระทำความผิดต่อร่างกาย จิตใจ เสื่อมเสียเสรีภาพ และชื่อเสียง เป็นจำนวนเงิน 70,000 บาท เมื่อพิจารณาคำร้องดังกล่าวฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายที่ 2 ประสงค์จะได้ค่าสินไหมทดแทนที่ตนเองได้รับความเสียหายในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะบิดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโจทก์ร่วม มีความหมายเท่ากับความปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ที่มีต่อโจทก์ร่วมถูกกระทบกระเทือนทำนองเดียวกับเสรีภาพของผู้เสียหายที่ 2 ได้รับความเสียหาย แต่ได้เขียนคำร้องในฐานะประชาชนที่ไม่เข้าใจกฎหมายถ่องแท้ จึงเขียนทำนองเรียกค่าสินไหมทดแทนแทนโจทก์ร่วม ทั้งศาลชั้นต้นก็ไม่ได้มีคำสั่งให้แก้ไขคำร้องให้ชัดเจนตามมาตรา 44/1 วรรคสอง จะถือเป็นความผิดของผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ เมื่อพิจารณาคำร้องแล้วเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 2 ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 70,000 บาท คดีนี้แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาเรียกค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 แต่เป็นคดี
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง