ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568

ฎีกาที่ 8881/2568

หลักกฎหมาย

ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ซึ่งจะตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 681/1 ต้องเป็นข้อตกลงที่กำหนดให้บุคคลหลายคนที่จะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิง แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้เพียงครั้งเดียว เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 และผลบังคับตามกฎหมายของการเป็นลูกหนี้ร่วมและเจ้าหนี้ร่วมหลายคนต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. หมวด 3 ว่าด้วยลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายคน แต่สัญญาค้ำประกันตามฟ้องไม่มีข้อตกลงใดที่กำหนดให้มีสิทธิ หน้าที่และความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและเจ้าหนี้ร่วมหลายคนดังกล่าวแต่อย่างใด ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันที่ว่าผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดในการชำระหนี้ของผู้เช่าชื้อให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อจนครบถ้วนก็เป็นข้อตกลงที่จำเลย ผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคหนึ่ง โดยไม่มีข้อตกลงข้อใดที่ระบุให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ส่วนข้อตกลงที่ให้บุคคลภายนอกทำสัญญาค้ำประกันเพิ่มเติมมีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อได้รับความเสียหายเพิ่มมากขึ้นและมีความหมายเพียงว่าในกรณีที่มีบุคคลภายนอกทำสัญญาค้ำประกันผู้เช่าซื้อเพิ่มเติมก็กำหนด ให้สิทธิโจทก์ตามข้อตกลงดังกล่าว และระหว่างจำเลยและผู้ค้ำประกันเพิ่มเติมก็มีความรับผิดร่วมกันเท่านั้น ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันจึงไม่ทำให้จำเลยผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม สัญญาค้ำประกันไม่ตกเป็นโมฆะ เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยชอบ ผู้เช่าซื้อจึงมีหน้าที่ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ แม้จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและต่อมามีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้วก็ตาม จำเลยผู้ค้ำประกันยังมีหน้าที่คืนรถที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน ข้อ 1 และข้อ 3 ทั้งจะขอให้เรียกให้ผู้เช่าซื้อชำระหนี้ก่อนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 688 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้ค้ำประกันเป็นคดีนี้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 331,942 บาท ให้ชำระค่าว่าจ้างบุคคลภายนอกติดตามรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อคืน 5,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ 90,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินราคาใช้แทน ค่าขาดประโยชน์และค่าว่าจ้างบุคคลภายนอกติดตามรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อคืน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาต และจำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายนพดล ผู้เช่าซื้อเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตแต่ให้หมายเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายนพดลเข้ามาดำเนินคดีแทน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายนพดลแถลงว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนายนพดลตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.2030/2562 ของศาลล้มละลายกลาง อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของนายนพดลจึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์คดีนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนายนพดลเป็นเจ้าหนี้รายที่ 5 อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกันในมูลหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรถจักยานยนต์ แต่ไม่ปรากฏสัญญาค้ำประกันที่ระบุชื่อจำเลยคดีนี้ว่าเป็นผู้ค้ำประกันนายนพดล และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปิดคดีแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยส่งมอบรถจักรยานยนต์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 290,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา (พิพากษาวันที่ 28 เมษายน 2565) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ให้จำเลยรับผิดในค่าขาดประโยชน์ 2,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 ตุลาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2560 นายนพดลทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ไปจากโจทก์ในราคา 658,464 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน รวม 48 งวด งวดละ 13,718 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 17 กันยายน 2560 ส่วนงวดต่อไปภายในวันที่ 17 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน แต่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 23 ประจำวันที่ 17 กรกฎาคม 2562 เมื่อผิดนัด 3 งวดติดต่อกันโจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 23 กันยายน 2562 บอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อและจำเลยชำระหนี้ภายใน 30 วัน มิฉะนั้นให้ถือเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ โดยส่งไปยังที่อยู่ของผู้เช่าซื้อและจำเลยตามที่ระบุไว้ในสัญญา การส่งหนังสือบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อแม้จะส่งไม่ได้เนื่องจากย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้เช่าซื้อแจ้งเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ให้โจทก์ทราบ กรณีจึงต้องถือว่ามีการส่งหนังสือบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อทราบโดยชอบตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อแล้ว สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกัน ส่วนจำเลยส่งหนังสือบอกกล่าวได้เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 จึงเป็นการบอกกล่าวเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อผิดนัด และระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายนพดล ผู้เช่าซื้อแถลงว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดผู้เช่าซื้อตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.2030/2562 ของศาลล้มละลายกลาง และโจทก์คดีนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของผู้เช่าซื้อเป็นเจ้าหนี้รายที่ 5 อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกันในมูลหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ แต่ไม่ปรากฏสัญญาค้ำประกันที่ระบุชื่อจำเลยคดีนี้ว่าเป็นผู้ค้ำประกันผู้เช่าซื้อ และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปิดคดีแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาค้ำประกันตามฟ้องตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 นั้น ต้องเป็นข้อตกลงที่กำหนดให้บุคคลหลายคนที่จะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้อง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง