ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 8888/2551

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 3 จึงไม่มีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบบังคับบัญชาการดำเนินกิจการต่างๆ ของโรงเรียนตั้งแต่วันดังกล่าว ไม่ต้องรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 เป็นต้นไป แต่กรมสามัญศึกษาโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปจนถึงวันที่จำเลยที่ 3 พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนมีจำนวนเท่าใด ย่อมไม่อาจกำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในจำนวนเงินทั้งหมดได้ กรมสามัญศึกษาโจทก์เป็นกรมในรัฐบาลมีอธิบดีกรมสามัญศึกษาเป็นผู้บริหารราชการ อธิบดีกรมสามัญศึกษาจึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์รวมทั้งการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีด้วย ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ไม่อาจนำบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้แก่นิติบุคคลทั่วไปที่ต้องประทับตราของโจทก์ในการลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีมาใช้แก่โจทก์ ในวันที่กรมสามัญศึกษาโจทก์ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจแม้จะถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดแล้ว ก็ยังไม่อาจถือว่าโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าวด้วย เมื่อคณะกรรมการสอบสวนสอบสวนเสร็จและรายงานผลการสอบสวนต่ออธิบดีกรมสามัญศึกษาว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยจึงถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าว ปรากฏว่ารองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมสามัญศึกษาได้รับรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนวันที่ 14 กรกฎาคม 2537 โจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 13 กรกฎาคม 2538 จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520 ข้อ 20 และข้อ 37 โดยจำเลยที่ 3 ไม่แต่งตั้งผู้ตรวจสอบการรับจ่ายเงินประจำวันเพื่อตรวจสอบการรับจ่ายเงินในแต่ละวัน เป็นเหตุให้ไม่สามารถตรวจสอบพบการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 ไม่เกี่ยวกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เพราะบทบัญญัติดังกล่าวบังคับใช้ภายหลังเหตุคดีนี้ จะนำบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้แก่คดีนี้ไม่ได้ จำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งจากจำเลยที่ 3 ให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจสอบการับจ่ายเงินและเป็นประธานกรรมการเก็บรักษาตรวจนับเงินประจำวัน จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้ตรวจสอบการรับจ่ายเงินประจำวันตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520 ข้อ 20 และข้อ 37 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในผลแห่งการประมาทเลินเล่อดังกล่าวของตน

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โจทก์มอบอำนาจให้นายกรกิจ ฟ้องคดีแทน ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสามรับราชการประจำอยู่ที่โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ซึ่งอยู่ในสังกัดของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายธุรการมีหน้าที่ควบคุมตรวจสอบงานด้านธุรการ การเงิน และพัสดุของโรงเรียน จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ มีหน้าที่บังคับบัญชาปกครอง กำกับ ดูแล และบริหารกิจการงานทั้งปวงของโรงเรียน เมื่อระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2533 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าบำรุงการศึกษา ค่าสมัครสอบ และค่าสอบแก้ตัวจากนักเรียน ค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าจากผู้ใช้น้ำและไฟฟ้าของโรงเรียน ค่าเช่าสถานที่จากผู้เช่า เงินบริจาคและเงินบำรุงจากสหกรณ์โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" รวมเป็นเงิน 2,325,166 บาท อันเป็นรายได้ของโรงเรียนแล้วเบียดบังเอาเงินดังกล่าวเป็นของตนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ไม่ควบคุมดูแลตรวจสอบการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติไปตามระเบียบแบบแผนข้อบังคับและกฎเกณฑ์ของทางราชการ โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 ไม่ทำการแต่งตั้งผู้ตรวจสอบรายการรับเงินและจ่ายเงินว่าตรงกับยอดเงินในบัญชีธนาคารและบัญชีเงินสดหรือไม่ เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาและนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520 ข้อ 20 และข้อ 37 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 นำเงินของโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว ถือว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2537 โจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,063,846.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,325,166 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบแบบแผน ข้อบังคับและกฎเกณฑ์ของทางราชการโดยตลอด ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 โดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งกรมสามัญศึกษาที่ 2820/2532 เรื่อง มอบอำนาจการบังคับบัญชาข้าราชการ ในฐานะผู้อำนวยการกอง มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติงานฝ่ายการเงิน และแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน ตามคำสั่งโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ที่ 23/2535 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับของกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาและนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520 ข้อ 20 ทั้งยังแต่งตั้งคณะกรรมการเก็บรักษาเงินบำรุงการศึกษา โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการและจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการ ตามคำสั่งโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ที่ 28/2534 อีกด้วย คำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าเงินที่ถูกยักยอกไปเป็นของผู้ใดบ้างและจำนวนเท่าใด เป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2537 ตามรายงานการสอบสวน เรื่อง การสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชดใช้ทางแพ่ง โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ค่าเสียหายตามที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความเป็นจริงขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,063,846.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,325,166 บาท นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ต่อโจทก์เป็นเงิน 1,454,618.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 569,785.90 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2533 และของต้นเงิน 884,833 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2538 ต้องไม่เกิน 227,914.35 บาท และ 287,570.72 บาท ตามลำดับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ และจำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 รับราชการในสังกัดของโจทก์ที่โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่การเงินได้ยักยอกเงินค่าบำรุงการศึกษา ค่าสมัครสอบ ค่าสอบแก้ตัว ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าเช่าสถานที่ ค่าบำรุงจากสหกรณ์โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" และเงินบริจาค ของโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหลายครั้งเป็นเงินรวม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8888/2551 · ทนอย Thanoy