ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 8913/2560

หลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การข้อ 1 โดยบรรยายว่า จำเลยทั้งสามขอให้การตัดฟ้องของโจทก์ในประเด็นข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม กล่าวคือ เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ในข้อ 2 แล้ว โจทก์บรรยายฟ้องทำนองว่า ในปี 2548 ถึงปี 2549 โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าร่วมหุ้นกันทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้งเพื่อวัตถุประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้จากกิจการที่ร่วมหุ้นกันนั้น การบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการตกลงทำธุรกิจในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 ขึ้นมาถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมด ดังนั้น จะถือว่าโจทก์เป็นหุ้นส่วนในกิจการของจำเลยที่ 1 มิได้ หากโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนในกิจการห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 เพื่อประกอบธุรกิจในลักษณะและประเภทเดียวกันหรือมีสภาพดุจเดียวกันแล้ว โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาผลกำไรหรือค่าสินไหมทดแทนจากการที่จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการค้าแข่งเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสามใส่ชื่อโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 คำให้การของจำเลยทั้งสามไม่มีข้อความใดยอมรับว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันตามฟ้อง หากแต่เป็นการอ้างเนื้อความตามคำฟ้องมาเพื่อให้การต่อสู้คดีในเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อแรกทำนองว่าหากเป็นดังที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ต้องเรียกร้องผลกำไรหรือค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1038 จะฟ้องให้ใส่ชื่อโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 ไม่ได้ อีกทั้งคำให้การในข้อ 3 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธอย่างชัดแจ้งว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างประกอบอาชีพมีธุรกิจเป็นส่วนตัวไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกัน คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันตามฟ้องหรือไม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดของจำเลยที่ 1 ในฐานะหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดนับแต่วันที่ศาลพิพากษาเป็นต้นไป หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2550 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้ง โดยใช้ชื่อว่า ทิพย์อำนวย ปัจจุบันมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามเสียก่อนว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยทั้งสามให้การไว้อย่างชัดแจ้งในข้อ 3 ว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยตกลงร่วมหุ้นกับโจทก์ในการผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้งเพื่อประสงค์จะแบ่งกำไรกัน โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างประกอบอาชีพของตนเอง กิจการผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้งเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้งหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นนี้และวินิจฉัยถึงความเป็นหุ้นส่วนระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 จึงหาเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ และคดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 เพื่อประกอบกิจการค้าแข่งกับกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 จัดตั้งขึ้นหรือไม่ ศาลอุทธรณ์หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น นั้น สำหรับเรื่องความเป็นหุ้นส่วนระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 เห็นว่า จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การข้อ 1 โดยบรรยายว่า จำเลยทั้งสามขอให้การตัดฟ้องของโจทก์ในประเด็นข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม กล่าวคือ เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ในข้อ 2 แล้ว โจทก์บรรยายฟ้องมาในทำนองว่า ในปี 2548 ถึงปี 2549 โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าร่วมหุ้นกันทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูปิ้งเพื่อวัตถุประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้จากกิจการที่ร่วมหุ้นกันนั้น การบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการตกลงทำธุรกิจในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 ขึ้นมาถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดซึ่งรวมกันเข้าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ดังนั้นจะถือว่าโจทก์เป็นหุ้นส่วนในกิจการของจำเลยที่ 1 มิได้ หากโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนในกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนไปดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 ขึ้นมาเพื่อประกอบธุรกิจในลักษณะและประเภทเดียวกันหรือมีสภาพดุจเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนแล้ว ไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะกระทำเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือประโยชน์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ในฐานะหุ้นส่วนคนหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกร้องเพียงเพื่อเอาผลกำไรหรือเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อการที่ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการค้าแข่งเท่านั้น โจทก์หามีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับให้จำเลยทั้งสามใส่ชื่อโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ไม่ คำให้การของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ไม่มีข้อความใดที่จำเลยทั้งสามยอมรับว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันตามฟ้อง หากแต่เป็นการอ้างเนื้อความตามคำฟ้องมาเพื่อให้การต่อสู้ในเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อแรกทำนองว่า หากเป็นดังที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ต้องฟ้องเรียกร้องผลกำไรหรือค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1038 จะฟ้องให้ใส่ชื่อโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ไม่ได้ อีกทั้งคำให้การในข้อ 3 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธอย่างชัดแจ้งว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างประกอบอาชีพมีธุรกิจเป็นส่วนตัว ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกัน การประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นธุรกิจส่วนตัวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เกี่ยวกับโจทก์เช่นนี้ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีไม่มีประเด็นดังกล่าว แล้วรับฟังตามคำฟ้องว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8913/2560 · ทนอย Thanoy