คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 8947/2542
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้บรรจุสินค้าที่ขนส่งเข้าตู้คอนเทนเนอร์แล้ว จำเลยที่ 1 ยังได้รับมอบหมายให้ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จากลานบรรจุสินค้าของจำเลยที่ 1 ไปยังท่าเรือกรุงเทพ พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 2 แล้วเมื่อความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างความดูแลของจำเลยทั้งสองและเกิดจากความผิดหรือความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองในฐานะ ผู้ขนส่งร่วมย่อมต้องรับผิดร่วมกันในความเสียหายดังกล่าว พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3 บัญญัติว่า "หน่วยการขนส่ง" หมายความว่า หน่วยแห่งของที่ขนส่งทางทะเลซึ่งนับเป็นหนึ่ง และแต่ละหน่วยอาจทำการขนส่งไปตามลำดับได้ เช่น กระสอบ ชิ้น ถัง ตู้ ม้วน ลัง ลูก ห่อ หีบ อัน หรือหน่วยที่ใช้เรียกชื่ออย่างอื่น สินค้าที่ขนส่งเป็นขดลวดสแตนเลสและแยกบรรจุใส่ไว้ในลังไม้ รวมทั้งหมดจำนวน 130 ลัง แต่ละลังย่อมถือเป็นหน่วยการขนส่ง แม้สินค้าทั้งหมดจะแยกบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์จำนวนรวม 5 ตู้ ก็ไม่ถือว่าตู้คอนเทนเนอร์เป็นหน่วยการขนส่ง ความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งทางบก จึงไม่อาจนำบทบัญญัติในส่วนที่ เกี่ยวกับข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งและการคิดค่าเสียหายตามมาตรา 58 แห่ง พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล มาใช้คำนวณค่าเสียหายของสินค้าได้ แต่ต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 625 ว่าด้วย การรับขนของมาใช้บังคับ เมื่อไม่ปรากฏตามใบตราส่งที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกหรือในเอกสารหลักฐานแห่งสัญญารับขนอื่นใดว่ามีข้อตกลงจำกัดความรับผิด ของผู้ขนส่ง และผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดนั้นด้วยแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงต้อง รับผิดในความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเต็มจำนวน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับโอนคดีนี้ตามมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาพิจารณาจนมีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดคดีแล้ว ในระหว่างการพิจารณาไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างว่าศาลทรัพย์สิน ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ การที่จำเลยทั้งสองเพิ่งหยิบยกปัญหา ดังกล่าวขึ้นมาอุทธรณ์จึงเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะหยิบยกปัญหาเกี่ยวกับอำนาจพิจารณาพิพากษาขึ้นมาเป็นข้ออุทธรณ์ แม้หากคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่การที่จำเลยทั้งสองได้ดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ร่วมกับโจทก์และจำเลยร่วมร้องขอให้โอนคดีนี้และสืบพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมาจนเสร็จสิ้นโดยมิได้ยก เรื่องอำนาจศาลขึ้นโต้แย้ง ถือได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาผิดศาล ดังนั้นจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกปัญหาเรื่องอำนาจศาลขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 625ป.วิ.พ. 27พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 3พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 6พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 18พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 58
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 2,387,482 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 2,260,338 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,260,338 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องสำหรับจำเลยร่วม จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อประมาณต้นเดือนเมษายน 2537 บริษัทนิปปอนเซเซน จำกัด ในประเทศญี่ปุ่น ผู้รับตราส่งได้สั่งซื้อขดลวดสแตนเลสจากจำเลยร่วมผู้ส่งจำนวน 130 ลัง น้ำหนักสุทธิจำนวน 86,343.60 กิโลกรัม ในระบบ ซี. ไอ. เอฟ. (C.I.F.) จำเลยร่วมได้เอาประกันภัยสินค้าดังกล่าวไว้แก่โจทก์ในวงเงินจำนวน 296,046 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสาระสำคัญว่า หากสินค้าขดลวดนั้นสูญหายหรือเสียหายระหว่างการขนส่ง โจทก์จะต้องชดใช้ราคาหรือค่าเสียหายให้แก่ผู้รับตราส่ง และจำเลยร่วมได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าจากกรุงเทพมหานครไปส่งมอบแก่ผู้ซื้อที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ในระบบ ซี. เอฟ. เอส. (C.F.S.) ต้นทาง ซี. วาย. (C.Y.) ปลายทาง เมื่อบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต จำนวน 4 ตู้ ที่ลานบรรจุสินค้าของจำเลยที่ 1 พนักงานของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยกตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 4 ตู้ ดังกล่าวไปวางยังลานพักสินค้า ปรากฏว่าขณะยกตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข วายเอสเอเอ 293018 ซึ่งต้องบรรจุสินค้าจำนวน 30 ลัง น้ำหนักจำนวน 20,570.8 กิโลกรัม แต่ได้มีการบรรจุสินค้าจำนวน 32 ลัง มีน้ำหนักจำนวน 28,491.5 กิโลกรัม ซึ่งเกินกว่าปกติจำนวนถึง 7,920.7 กิโลกรัม เป็นเหตุให้รถยกพลิกคว่ำ ตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวตกกระแทกกับพื้นได้รับความเสียหาย ได้มีการนำสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวออกมาและบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ใหม่ขนาด 40 ฟุต หมายเลขทีอาร์แอลยู 4121857 และขนาด 20 ฟุต หมายเลข จีเอสทียู 4171774 และจำเลยที่ 2 ได้ขนสินค้าทั้งหมดไปส่งให้แก่บริษัทนิปปอนเซเซน จำกัด ที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ปรากฏว่าสินค้าจำนวน 32 ลัง ที่บรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ที่ตกกระแทกกับพื้นได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทนิปปอนเซเซน จำกัด ผู้ตราส่งแล้วเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2537 เป็นเงินจำนวน 2,260,338 บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 รับมอบสินค้าที่ขนส่งไว้ในความดูแลก่อนบรรจุสินค้าดังกล่าวเข้าตู้คอนเทนเนอร์หรือไม่ และจำเลยทั้งสองมีหน้าที่บรรจุสินค้าของจำเลยร่วมเข้าตู้คอนเทนเนอร์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติข้างต้นว่า จำเลยร่วมได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าในระบบ ซี. เอฟ. เอส. ต้นทาง ซี. วาย. ปลายทาง การขนส่งระบบ ซี. เอฟ. เอส. ต้นทาง หมายความว่า ผู้ส่งสินค้าคือจำเลยร่วมมีหน้าที่นำสินค้าไปส่งให้แก่บริษัทเรือจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง ณ ลานบรรจุสินค้าตามที่จำเลยที่ 2 กำหนดจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งมีหน้าที่นำสินค้าดังกล่าวบรรจุลงในตู้คอนเทนเนอร์ที่ได้เตรียมเอาไว้ บริษัทเคไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำสินค้าของจำเลยร่วมจำนวนทั้ง 130 หีบห่อ จากโรงงานของจำเลยร่วมไปยังลานบรรจุสินค้าของจำเลยที่ 1 และส่งมอบสินค้าทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีพนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงชื่อรับสินค้าไว้ตามใบสั่งปล่อยสินค้าเอกสารหมาย จ.17 จำเลยร่วมเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินค่าจ้างบรรจุสินค้าให้แก่บริษัทโหงวฮก เอเยนซี จำกัด ตัวแทนของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง และจำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ทำการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ โดยจำเลยที่ 1 จะเรียกเก็บเงินค่าจ้างบรรจุสินค้าจากจำเลยที่ 2 ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า การขนส่งระบบ ซี. เอฟ. เอส. หมายความว่า ผู้ส่งสินค้าต้องนำสินค้าไปบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ที่คลังสินค้าหรือสถานีของผู้ประกอบการคอนเทนเนอร์ ไม่ได้หมายความถึงว่าเป็นหน้าที่ของผู้ขนส่งที่จะต้องบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์นั้น จำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตน จึงยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยร่วมมีหน้าที่นำสินค้าไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ลานบรรจุสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีหน้าที่บรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ และจำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์แทน ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับมอบสินค้าที่ขนส่งไว้ในความดูแลก่อนที่จะมีการบรรจุสินค้าดังกล่าวเข้าตู้คอนเทนเนอร์และจำเลยทั้งสองมีหน้าที่บรรจุสิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง