คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 8973/2550
หลักกฎหมาย
พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 20 และมาตรา 120 มิได้มีข้อความตอนใดที่ระบุเกี่ยวกับหน้าที่นำสืบ หรือระบุว่าหน้าที่นำสืบตกอยู่แก่ฝ่ายจำเลย ฉะนั้นเรื่องหน้าที่นำสืบและการวินิจฉัยพยานหลักฐานย่อมเป็นไปตามหลักที่ใช้ทั่วไปแก่คดีอาญาทั้งปวง คือโจทก์ต้องมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 และจะลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ก็ต่อเมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังโดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1 วางแผนการฟ้องคดีเพื่อให้มีการยึดทรัพย์รถยนต์ของกลางซึ่งนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้เสียอากรออกขายทอดตลาด แล้วจำเลยที่ 1 เข้าสู้ราคาแต่เพียงผู้เดียว เมื่อประมูลซื้อจากการขายทอดตลาดได้ ก็นำไปจดทะเบียนเพื่อให้ได้ทะเบียนรถยนต์ใหม่แล้วนำไปขายต่อ ถือได้ว่าเป็นการช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง หรือโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2524 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2524 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด มีผู้ลักลอบนำรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโคโรน่า หมายเลขเครื่องยนต์ 3 ที 5167893 หมายเลขตัวถัง ที ที 132-915207 จำนวน 1 คัน ราคา 221,655 บาท ซึ่งเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดและผลิตในต่างประเทศและเป็นของต้องจำกัดในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้เสียภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยการขับเข้ามาในราชอาณาจักรไทยผ่านชายแดนแห่งใดไม่ปรากฏชัดแล้วนำมาใช้ในเขตจังหวัดขอนแก่น กรุงเทพมหานคร และจังหวัดมหาสารคาม ตามลำดับ โดยมิได้รับอนุญาตให้นำเข้า โดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร โดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลที่จะต้องเสียเป็นเงิน 292,510 บาท เมื่อรวมกับราคารถแล้วเป็นเงินจำนวน 514,165 บาท หลังจากนั้นระหว่างกลางปี 2533 วันเดือนใดไม่ปรากฏชัดถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2533 มีผู้พบเห็นจำเลยที่ 1 ครอบครองรถยนต์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2533 ถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2533 เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานสังกัดกระทรวงยุติธรรม ตำแหน่งจ่าศาลจังหวัดมหาสารคาม มีหน้าที่ควบคุมดูแลงานธุรการของศาลชั้นต้น มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารและเสนอเอกสารต่างๆ ที่มีถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดมหาสารคามเพื่อสั่งการทำหนังสือที่ ยธ 0200.410/2954 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2533 ไปถึงขนส่งจังหวัดมหาสารคามเพื่อขอแก้ไขหมายเลขเครื่องยนต์ของรถยนต์ซึ่งมีการบังคับคดีนำออกขายทอดตลาดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สำนักงานขนส่งจังหวัดมหาสารคามดำเนินการจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ซื้อรถยนต์จากการขายทอดตลาด จากหมายเลขเครื่องยนต์ 3 ที 5187893 เป็นหมายเลขเครื่องยนต์ 3 ที 5167893 ซึ่งเป็นหมายเลขเครื่องยนต์ของรถที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรดังกล่าว เพื่อให้ขนส่งจังหวัดมหาสารคาม เชื่อว่ารถยนต์คันหมายเลขเครื่องยนต์ 3 ที 5167893 เป็นรถยนต์ที่นำเข้าโดยถูกต้องและเป็นรถยนต์คันเดียวกันกับรถยนต์ที่ศาลมีคำสั่งนำออกขายทอดตลาด อันเป็นการรับรองเป็นพยานหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันอันเท็จ ทำให้สำนักงานขนส่งจังหวัดมหาสารคามหลงเชื่อว่าเป็นความจริงและรับจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมกับเปลี่ยนทะเบียนเป็นหมายเลขทะเบียน ก - 1093 มหาสารคาม อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตหาประโยชน์ให้แก่ตนเองและจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้สำนักงานขนส่งจังหวัดมหาสารคามและศาลชั้นต้นได้รับความเสียหาย ทั้งนี้โดยระหว่างวันเวลาและสถานที่ดังกล่าวข้างต้นจำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีร่วมกันลักลอบนำพารถยนต์คันดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร และหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรโดยเจตนาฉ้อภาษีศุลกากรของรัฐบาล หรือมิฉะนั้นระหว่างวันเวลาดังกล่าวถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2533 จำเลยทั้งสองร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสียหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งรถยนต์คันดังกล่าวโดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร และข้อจำกัด เหตุทั้งหมดเกิดที่ทุกท้องที่ ตำบล อำเภอ จังหวัดชายแดนแห่งราชอาณาจักรและตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคามเกี่ยวพันกัน เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2536 เจ้าพนักงานยึดได้รถยนต์คันดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 157, 162 (4) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ ริบรถยนต์ของกลางและนับโทษของจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1744/2536 ของศาลชั้นต้น (ต่อมาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 2245/2544 ของศาลชั้นต้น) จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (4) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารซึ่งรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จกับฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตของจำเลยที่ 2 นั้น เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี ให้นับโทษของจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2245/2544 ของศาลชั้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง