ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568

ฎีกาที่ 8982/2568

หลักกฎหมาย

เบี้ยปรับเป็นเงินค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เจ้าหนี้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินตามที่ตกลงกัน ส่วนค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเป็นการกำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติมจากความเสียหายที่แท้จริง โดยค่าเสียหายเพื่อการลงโทษศาลมุ่งพิจารณาที่การกระทำของผู้ก่อให้เกิดความเสียหายจากผู้กระทำละเมิดเป็นหลักเพื่อการลงโทษสำหรับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ในขณะเดียวกันเพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้อื่นกระทำเช่นเดียวกับจำเลย เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจึงไม่ใช่เบี้ยปรับและไม่อาจนำมาตรา 383 มาปรับใช้กับการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ การกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษนอกจากใช้กับการกระทำละเมิดแล้ว ยังอาจนำไปใช้แก่การผิดสัญญาซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่กรณี เมื่อจำเลยตกลงรับจ้างว่าความให้แก่โจทก์ การปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาของจำเลยต่อโจทก์อยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 การที่จำเลยทำหน้าที่ในศาลด้วยความประมาทเลินเล่อ ละทิ้งงาน เป็นผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายในคดีแพ่งและคดีอาญาเป็นการปฏิบัติผิดมรรยาททนายความต่อคู่ความ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดและผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และเป็นกรณีจำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ดี เมื่อค่าเสียหายเพื่อการลงโทษมิใช่หนี้เงินในขณะยื่นฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัด จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยของค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 8,400,539.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,192,910.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ด้วย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยแถลงสละประเด็นตามคำให้การเรื่องอำนาจฟ้องและฟ้องเคลือบคลุม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน คืนค่าจัดทำเอกสารเป็นเงิน 46 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีนี้ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ซึ่งมีปัญหาต้องพิจารณาประการแรกว่า ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า บ่อเกิดแห่งหนี้ทางแพ่งระหว่างบุคคลที่จะก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ระหว่างกันเกิดจาก 1. หนี้ตามนิติกรรมสัญญา เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาจ้างทำของ 2. หนี้ตามนิติเหตุซึ่งส่วนใหญ่มาจากการละเมิด เช่น การกระทำโดยประมาททำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย 3. หนี้ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และเมื่อเกิดหนี้แล้ว บุคคลซึ่งอยู่ในฐานะลูกหนี้ต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ให้ถูกต้องสมบูรณ์ ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้วมี 3 ลักษณะ 1. ต้องกระทำการ เช่น ส่งมอบทรัพย์สิน วาดรูป ก่อสร้างอาคาร หรือว่าความ 2. งดเว้นการกระทำ เช่น สัญญาว่าจะไม่ขายอาหารในบริเวณที่กำหนด หรือไม่ปล่อยของเสียสู่ทางสาธารณะ 3. ชำระเงิน เช่น ชำระค่าจ้าง ชำระราคา ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมบูรณ์ เจ้าหนี้สามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติหลักการว่า เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นได้ดังจะเห็นได้จากบัญญัติในมาตราต่าง ๆ เช่น มาตรา 216, 218, 222, 271 และ 438 เป็นต้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติถ้อยคำเกี่ยวกับการเยียวยาความเสียหายของบุคคลไว้ 3 คำ คือ ค่าสินไหมทดแทน ค่าเสียหาย และเบี้ยปรับ ถ้อยคำทั้งสามมีความหมายที่แตกต่างกันแม้จะใกล้เคียงกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง ให้ความหมายของ "ค่าสินไหมทดแทน" ว่าได้แก่ การคืนทรัพย์สิน การใช้ราคาทรัพย์สิน และการใช้ค่าเสียหาย ความหมายทางกฎหมายของคำว่า "ค่าสินไหมทดแทน" จึงกว้างกว่าคำว่า "ค่าเสียหาย" ซึ่งหมายความถึงเฉพาะจำนวนเงินที่ชำระเพื่อชดเชยหรือเยียวยาความเสียหายในทางทรัพย์สิน ส่วนคำว่า "เบี้ยปรับ" นั้น มาตรา 379 บัญญัติหลักการไว้ว่า เป็นเงินที่ลูกหนี้สัญญากับเจ้าหนี้จะชำระให้หากไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร จากบทบัญญัติดังกล่าว "เบี้ยปรับ" จึงมีความหมายในทางกฎหมายว่าเป็นเงินค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเจ้าหนี้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินตามที่ตกลงกันและลดภาระการพิสูจน์จำนวนค่าเสียหายของเจ้าหนี้ ดังนั้น เบี้ยปรับจึงแตกต่างจากค่าเสียหาย และไม่ว่าคู่สัญญาจะใช้ถ้อยคำใดในการตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ความสำคัญยังคงอยู่ที่ความมุ่งหมายอันแท้จริงของคู่สัญญา ดังนั้น แม้ในสัญญาจะใช้คำว่าค่าเสียหาย เบี้ยปรับ หรือค่าปรับ แต่การกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าเช่นนั้นย่อมถือเป็นเบี้ยปรับ ถ้ากำหนดไว้ตามสมควรเหมาะสมแก่กรณี ศาลก็ไม่อาจลดเบี้ยปรับได้ แต่หากกำหนดไว้เกินสมควร ศาลย่อมลดเบี้ยปรับได้ โดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เพียงทางได้ในเชิงทรัพย์สิน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 383 ซึ่งสอดคล้องกับค่าเสียหายที่มีทั้งค่าเสียหายที่คำนวณเป็นราคาเงินในทางทรัพย์สินได้และค่าเสียหายที่ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 446 หลักการที่สำคัญของการกำหนดค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดตามสัญญาหรือความรับผิดทางละเมิด คือ การชดเชยค่าเสียหายให้กลับคืนเดิมก่อนเกิดสัญญาหรือการละเมิด ดังที่ปรากฏในมาตรา 391 และ 438 ซึ่งไม่มีหลักการของค่าเสียหายเพื่อการลงโท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง