คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 9021/2544
หลักกฎหมาย
จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อ้างว่าถูก ช. กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์กระทำอนาจารจนจำเลยไม่อาจทนอยู่ปฏิบัติงานได้ ถือได้ว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่เคยกระทำการอันไม่เป็นธรรม จำเลยออกจากงานโดยไม่บอกกล่าวให้โจทก์ทราบ คดีจึงมีประเด็นว่า ช. กระทำอนาจารจำเลยจริงหรือไม่ และการกระทำของ ช. ถือได้ว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าแม้จะฟังได้ว่า ช. กระทำอนาจารจำเลยจริงก็เป็นเพียงการกระทำความผิดในทางอาญาและเป็นการกระทำโดยส่วนตัวของ ช. ไม่ใช่กระทำในหน้าที่การงานแทนโจทก์ไม่เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวไม่นอกเหนือไปจากฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสองบัญญัติว่า การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด ดังนั้น เมื่อการกระทำอนาจารของ ช. ที่กระทำต่อโจทก์เป็นเรื่องความประพฤติส่วนตัว ไม่ใช่การกระทำในหน้าที่การงานในฐานะเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทโจทก์ ทั้งมิได้เป็นการกระทำเพื่อไม่ให้จำเลยทนทำงานได้อีกต่อไป จึงไม่เป็นการเลิกจ้าง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเข้าทำงานกับโจทก์เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2541ในตำแหน่งสมุห์บัญชี เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 จำเลยไม่ได้มาทำงานโดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบและไม่มาทำงานอีกต่อไป ต่อมาประมาณเดือนมิถุนายน 2542 โจทก์ได้ให้พนักงานบัญชีคนใหม่ตรวจสอบพบว่าจำเลยลงบัญชีข้อมูลแสดงตัวเลขในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของโจทก์ผิดพลาดโดยจงใจลงตัวเลขและข้อมูลให้ผิดไปจากความจริง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 356,160 บาท เนื่องจากจำเลยไม่พอใจโจทก์ที่ว่ากล่าวตักเตือนให้จำเลยทราบถึงทัศนคติและความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ทั้งการที่จำเลยไม่มาทำงานให้โจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นการผิดสัญญาจ้างทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องเสียเวลาในการติดต่อหาพนักงานคนใหม่และฝึกหัดงานให้ทำหน้าที่แทนจำเลยอีกทั้งต้องสะสางและแก้ไขงานของจำเลยที่ทำไว้โดยปราศจากความรับผิดชอบให้สำเร็จลุล่วงไป โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเวลา 1 เดือนเป็นเงิน 23,000 บาท กับค่าใช้จ่ายและค่าเสียเวลาจัดหาพนักงานใหม่อีก23,000 บาท รวมค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสิ้น 402,160 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ลงบัญชีข้อมูลแสดงตัวเลขในแบบแสดงรายการภาษีของโจทก์ผิดพลาดโดยจงใจลงตัวเลขและข้อมูลให้ผิดไปจากความจริง จำเลยเข้าทำงานกับโจทก์โดยไม่มีการส่งมอบงานจากสมุห์บัญชีคนก่อนและปรากฏว่าสมุห์บัญชีคนก่อนไม่ได้ลงบัญชีรายวันซื้อ รายวันขาย และรายวันทั่วไปตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2541 ไว้ จำเลยจึงรีบดำเนินการลงบัญชีดังกล่าว แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากต้นทุนซื้อขนเป็ดวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบกิจการของโจทก์จะเป็นจำนวนเท่าใด ยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบและกำหนดราคาจากนายชาร์ลแลป ไฮแลนด์ กรรมการผู้จัดการและผู้จัดการฝ่ายบัญชีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของจำเลยแต่ผู้เดียว และขนเป็ดมีจำนวนมากไม่สามารถแยกประเภทและกำหนดราคาลงบัญชีได้ทัน ประกอบกับขณะนั้นโจทก์จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด.51) ต่อกรมสรรพากรภายในเดือนสิงหาคม2541 จึงได้มีการจัดประชุมกันเพื่อกำหนดต้นทุนซื้อขนเป็ดโดยมีนายชาร์ลนางสาวศมกมล จินตเสรี กรรมการโจทก์ผู้เป็นภริยานายชาร์ล และนายมงคลปุสสเด็จ ที่ปรึกษาและผู้สอบบัญชีของโจทก์กับจำเลยร่วมกันปรึกษาหารือเพื่อกำหนดตัวเลขต้นทุนขนเป็ด เมื่อได้ตัวเลขต้นทุนขนเป็ดโดยผ่านการเห็นชอบจากทุกฝ่ายแล้ว จำเลยจึงได้นำตัวเลขดังกล่าวมากรอกในแบบ ภ.ง.ด.51แล้วคำนวณเพื่อเสียภาษีต่อกรมสรรพากรโดยถูกต้องและได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่ายแล้ว จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้าง เหตุที่จำเลยออกจากงานโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเนื่องจากจำเลยและพนักงานหญิงของโจทก์หลายคนถูกนายชาร์ลย่ำยีศักดิ์ศรีของความเป็นสตรีไทยด้วยการกระทำอนาจารอยู่เสมอ จำเลยขัดขืนและพูดต่อว่าแต่นายชาร์ลยังคงกระทำอนาจารอีก จำเลยเป็นหญิงโสดได้รับความอับอายเป็นอย่างมาก การทำงานก็ได้รับความกดดันเช่น ถูกด่าว่าโง่ ทำงานไม่ได้เรื่อง หน้าด้าน จำเลยได้แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นให้นางสาวศมกมลทราบก็ได้รับถ้อยคำหมิ่นประมาทว่าจำเลยให้ท่าและไม่เชื่อว่านายชาร์ลจะกระทำอนาจารดังกล่าว วันที่ 1 มีนาคม 2542 นายชาร์ลได้กระทำอนาจารจำเลยอีกโดยใช้มือจับก้นจำเลย จำเลยแจ้งความร้องทุกข์จนนายชาร์ลถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นจำเลยในข้อหากระทำอนาจารต่อศาล ซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณา การกระทำของนายชาร์ลกรรมการผู้จัดการโจทก์ที่มีฐานะเป็นนายจ้างของจำเลยและการกระทำของนางสาวศมกมลดังกล่าวทำให้จำเลยไม่อาจทนอยู่ปฏิบัติงานตามหน้าที่โดยปกติสุขได้ ถือได้ว่าโจทก์จงใจทำผิดสัญญาจ้างต่อจำเลยอันเป็นการเลิกจ้างจำเลยโดยปริยายและถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 23,000 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 23,000 บาท และค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน138,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 184,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทำงานบกพร่องต่อหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวกับการลงบัญชีผิดพลาดบ่อยครั้ง โจทก์ได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้ว จำเลยไม่เชื่อฟังกลับโต้เถียงผู้บังคับบัญชา โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบเป็นหนังสือว่าจำเลยต้องปรับปรุงการทำงานและปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานเสียใหม่ แต่จำเลยไม่เปลี่ยนแปลงกระทั่งปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ปิดงานบัญชีปี 2541 ปรากฏว่ามีการกรอกจำนวนตัวเลขผิดพลาดโดยจงใจ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพิ่ม โจทก์สอบถามจำเลย จำเลยกลับโต้เถียงอย่างรุนแรงแ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง