คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553
ฎีกาที่ 9026/2553
หลักกฎหมาย
โจทก์เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของ จ. ตามคำสั่งศาล เมื่อ จ. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ การที่จำเลยนำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมไปยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์และยื่นคำฟ้องบังคับห้ามมิให้โจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลย โจทก์ย่อมเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยแล้ว เพราะอาจต้องเสียที่ดินพิพาทไปจากการกระทำดังกล่าว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นเอกสารสิทธิปลอมภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวที่จำเลยถ่ายสำเนามา จึงเป็นเอกสารสิทธิปลอมด้วย เมื่อจำเลยนำภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินไปใช้อ้างเป็นเอกสารแนบท้ายคำร้องและคำฟ้องโดยรู้อยู่แล้วว่าหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นเอกสารปลอมการกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้เอกสารสิทธิปลอมแล้ว จำเลยนำภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมไปยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ และนำภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวไปยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นเพื่อบังคับห้ามมิให้โจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลยต่างวันเวลากัน การกระทำของจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่เดือนอะไรไม่ปรากฏชัด ปี 2547 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวัน จำเลยปลอมหนังสือสัญญาการซื้อขายที่ดินอันเป็นเอกสารสิทธิ โดยนำแบบฟอร์มหนังสือสัญญาการซื้อขายมากรอกข้อความ ทำให้ปรากฏความหมายว่า นางจีนได้ขายที่ดินให้แก่จำเลยและนางเรียง เป็นเงิน 1,100 บาท ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2526 แล้วปลอมลายมือชื่อนางจีนลงในเอกสารสิทธิดังกล่าวอันเป็นความเท็จ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารสิทธิดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางจีน โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกและเป็นผู้จัดการมรดกของนางจีน ผู้อื่น และประชาชน ต่อมาระหว่างวันที่ 12 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 เวลากลางวันจำเลยใช้หนังสือสัญญาการซื้อขายที่ดินที่จำเลยปลอมขึ้นฉบับดังกล่าวถ่ายเอกสารแล้วยื่นต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1095/2547 ขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินตามหนังสือสัญญาการซื้อขายดังกล่าว โดยอ้างหนังสือสัญญาการซื้อขายไว้ท้ายคำร้อง อันเป็นการแสดงพยานหลักฐานในข้อสำคัญอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ผู้รับมรดกของนางจีน เจ้าพนักงานศาลจังหวัดนครราชสีมา ผู้อื่น และประชาชน ครั้นวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางวันจำเลยนำหนังสือสัญญาการซื้อขายที่ดินที่จำเลยทำปลอมขึ้นฉบับดังกล่าวถ่ายเอกสารแล้วยื่นต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2843/2547 โดยอ้างไว้ในเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่เป็นข้อสำคัญในการพิจารณาคดีว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลย ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ผู้รับมรดกของนางจีน เจ้าพนักงานศาลจังหวัดนครราชสีมา ผู้อื่น และประชาชน เมื่อระหว่างวันที่ 7 มกราคม 2549 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 8 มกราคม 2549 เวลากลางวันทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 1828 เลขที่ 88 ตำบลกำปัง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา โดยนำดินเข้าไปถมในที่ดินของโจทก์ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข เหตุเกิดที่ตำบลอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดนครราชสีมา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และตำบลกำปัง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180, 264, 265, 268, 362, 364, 365, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 362 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นความผิด 2 กระทง แต่เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารดังกล่าว จึงลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ฐานบุกรุก จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมจำคุก 1 ปี ความผิดฐานบุกรุก จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 3 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายกฎหมายอาญา มาตรา 265 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า นางจีนพี่สาวโจทก์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1828 ตำบลกำปัง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี 2535 นางจีนถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นทายาทของนางจีน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางจีน ต่อมามีผู้ปลอมหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.8 หรือ ล.1 ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิเมื่อระหว่างวันที่ 12 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1095/2547 ขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์โดยอ้างภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.8 หรือ ล.1 เป็นเอกสารท้ายคำร้อง และเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ในฐานะทายาทของนางจีนต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2843/2547 หมายเลขแดงที่ 2787/2547 ขอให้ห้ามมิให้โจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและให้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเป็นชื่อจำเลย โดยอ้างภาพถ่ายหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง