ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 9042/2560

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 ทำหน้าที่ในการตรวจวินิจฉัยครรภ์โจทก์ที่ 1 ตรงตามเกณฑ์มาตรฐานของการตรวจคัดกรอง การตรวจอัลตราซาวด์ในหญิงตั้งครรภ์เพื่อหาความผิดปกติของทารกแบ่งได้เป็น 3 ระดับ การตรวจระดับ 1 เป็นการตรวจคัดกรองอย่างง่ายดูจำนวนทารก การมีชีวิตของทารก การประมาณอายุครรภ์ ปริมาณน้ำคร่ำ ส่วนนำของทารก ตำแหน่งทารก และความพิการบางอย่างที่สามารถเห็นได้ง่าย จำเลยที่ 3 ให้ความเห็นในการตรวจว่า ทารกมีชีวิต เพศชาย บุตรในครรภ์ 1 คน รกอยู่ด้านหลังของมดลูกปริมาณน้ำคร่ำปกติ ลักษณะลำตัว ตับ กระเพาะอาหาร ไต กระเพาะปัสสาวะ ลำคอ และกระดูกสันหลังปกติ ความยาวของกระดูกต้นขา 21 มิลลิเมตร ตรงกับอายุครรภ์ 16.3 สัปดาห์ การเต้นของหัวใจและการเคลื่อนไหวของทารกอยู่ในเกณฑ์ปกติ แสดงให้เห็นว่าในการตรวจอัลตราซาวด์สามารถเห็นอวัยวะส่วนต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกร่างกายของทารกในครรภ์ได้ หากจำเลยที่ 3 ไม่สามารถมองเห็นความผิดปกติหรือความพิการของทารกในครรภ์ก็มีหน้าที่ต้องแจ้งผลการตรวจให้โจทก์ที่ 1 ทราบว่ายังไม่สามารถตรวจพบความพิการในส่วนแขนและขาของทารกได้เพราะยังมองเห็นไม่ครบถ้วน การที่จำเลยที่ 3 แจ้งว่าทารกในครรภ์มีสภาพร่างกายสมบูรณ์หรือไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ทั้งๆที่สภาพร่างกายทารกมีความพิการรุนแรง ย่อมทำให้โจทก์ที่ 1 เสียโอกาสในการตัดสินใจว่าจะหาทางแก้ไขเยียวยาหรือดำเนินการเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และหากโจทก์ที่ 1 ทราบข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ย่อมมีโอกาสเตรียมใจยอมรับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก่อนการคลอดโจทก์ที่ 2 มากกว่าที่จะรู้ถึงความพิการของโจทก์ที่ 2 โดยกะทันหันกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจโจทก์ที่ 1 อย่างรุนแรง การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันตรวจวินิจฉัยการตั้งครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ไม่พบความพิการของโจทก์ที่ 2 และไม่ได้แจ้งโจทก์ที่ 1 ทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนด้วยภาษาที่โจทก์ที่ 1 จะเข้าใจได้ จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิดทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายทางด้านจิตใจอันเป็นความเสียหายแก่อนามัย ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญากับโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 แพทย์เจ้าของไข้ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งมอบหมายให้จำเลยที่ 3 ร่วมในการตรวจวินิจฉัยการตั้งครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ จึงต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ที่ 1 ด้วย แม้โจทก์ที่ 2 พิการรุนแรงเรื่องจากมีความผิดปกติในขณะที่โจทก์ที่ 1 ตั้งครรภ์อยู่ในความดูแลของจำเลยทั้งสาม และจำเลยที่ 3 ตรวจไม่พบ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้เห็นว่า ความพิการของโจทก์ที่ 2 เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสามนอกจากนี้ กรณีของโจทก์ที่ 2 แม้ตรวจพบความพิการก็ไม่สามารถผ่าตัดแก้ไขในระหว่างทารกอยู่ในครรภ์ได้ต้องรอให้คลอดออกมาก่อน โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบว่า หากจำเลยที่ 3 พบความพิการของโจทก์ที่ 2 แล้วจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 ตรวจไม่พบความพิการนั้น ทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายหรือพิการมากขึ้น แต่กลับได้ความว่า หากพบความพิการของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 จะปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า ความพิการทางร่างกายของโจทก์ที่ 2 เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 390,966,293 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสอง 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2550 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2550 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องในส่วนของโจทก์ที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน สถานพยาบาล รับรักษาคนไข้และผู้ป่วยเจ็บ โดยใช้ชื่อว่าโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ตั้งครรภ์โจทก์ที่ 2 วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ที่ 1 ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 ขณะนั้นอายุครรภ์ประมาณ 6 สัปดาห์ โดยจำเลยที่ 2 เป็นแพทย์เจ้าของไข้ จำเลยที่ 2 นัดตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ทุก ๆ 3 ถึง 4 สัปดาห์ และนัดถี่ขึ้นเมื่อใกล้กำหนดคลอด ในแต่ละครั้งที่โจทก์ที่ 1 ไปตรวจครรภ์ จำเลยที่ 2 จะสั่งจ่ายยาให้แก่โจทก์ที่ 1 การตรวจครรภ์จำเลยที่ 2 จะฟังการเต้นของหัวใจของทารกในครรภ์ ตรวจเลือดและปัสสาวะของโจทก์ที่ 1 เมื่อครรภ์มีอายุ 17 ถึง 18 สัปดาห์ จำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ จำเลยที่ 3 ตรวจแล้วไม่พบความพิการของโจทก์ที่ 2 และแจ้งแก่โจทก์ที่ 1 ว่าทารกในครรภ์สมบูรณ์ดี ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2549 จำเลยที่ 2 นัดโจทก์ที่ 1 ไปผ่าตัดทำคลอดที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 คลอดโจทก์ที่ 2 ออกมา ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 มีร่างกายพิการรุนแรง แขนข้างขวามีแค่ข้อศอก ไม่มีขาขวา ขาข้างซ้ายไม่สามารถเหยียดตรงได้ นิ้วเท้าซ้ายมีไม่ครบ โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดข้อหาละเมิด ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท แต่ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสองฎีกาขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้อง ส่วนจำเลยทั้งสามฎีกาขอให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองและฎีกาของจำเลยทั้งสามก่อนว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในข้อหาละเมิดหรือไม่ สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสองคือ โจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ จำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อไม่ได้ตรวจดูทารกที่ปรากฏในจอภาพอย่างละเอียดว่ามีลักษณะผิดปกติตามร่างกายหรือไม่ และไม่แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบรายละเอียดของภาพแต่อย่างใด กลับแจ้งแก่โจทก์ที่ 1 ว่า ทารกในครรภ์สมบูรณ์ดี จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ถูกต้องตามมาตรฐานทุกประการ การตรวจโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นทารกในครรภ์ของโจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ ผลการตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติที่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือสุขภาพของโจทก์ที่ 1 จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์โจทก์ที่ 1 ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ไม่พบความพิการของโจทก์ที่ 2 และไม่ได้แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 บัญญัติว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย... ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์ทั้งสองมีโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า ช่วงที่จำเลยที่ 3 ตรวจครรภ์ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ โจทก์ที่ 1 มีอายุครรภ์ประมาณ 17 ถึง 18 สัปดาห์ จำเลยที่ 3 ใช้เวลาตรวจประมาณ 5 ถึง 10 นาที ก็แจ้งแก่โจทก์ที่ 1 ว่า ทารกในครรภ์สมบูรณ์ดี โจทก์ที่ 1 จึงเชื่อว่าโจทก์ที่ 2 ไม่มีความผิดปกติใดๆ โจทก์ที่ 1 สอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ดูภาพอัลตราซาวด์ในจอคอมพิวเตอร์และบอกว่าทารกสมบูรณ์ดี ภายหลังจากวันนั้นจำเลยที่ 2 ไม่ได้แนะนำให้ตรวจครรภ์ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์อีก จำเลยทั้งสามมีจำเลยที่ 3 อ้างตนเองเป็นพ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9042/2560 · ทนอย Thanoy