คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 9050/2538
หลักกฎหมาย
การที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์โดยถือราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531ถึง พ.ศ. 2534 ของกรมที่ดินเป็นเกณฑ์กำหนด โดยกำหนดสูงกว่าราคาที่ดินที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีบำรุงท้องที่ อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 9 วรรคสี่ก่อนถูกแก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 44 ที่ให้นำมาตรา 21(2)(3) มาเป็นเกณฑ์กำหนดก็ตามแต่ก็เป็นราคาคงที่ตลอดเวลาที่ใช้บัญญัติดังกล่าว มิใช่ราคาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ เมื่อประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 44 ให้มีผลใช้บังคับแก่การเวนคืนซึ่งกำหนดราคาเบื้องต้น การจ่ายเงินค่าทดแทนในการฟ้องคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับดังกล่าวใช้บังคับ และโจทก์ได้ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่14 มกราคม 2534 คดีจึงยังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่29 กุมภาพันธ์ 2534 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 มีผลใช้บังคับ ฉะนั้นการพิจารณาค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนสอดคล้องกับเจตนารมณ์ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติดังกล่าวจะต้องนำเอาราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มาตรา 21(1)(4) และ (5) มาประกอบการพิจารณาด้วย อำนาจฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเพราะเหตุราคาลดลงนี้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคสามบัญญัติว่า ถ้าต้องเวนคืนอสังหาริมทรัพย์แต่เพียงส่วนหนึ่งและส่วนที่เหลือนั้นราคาลดลงให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้เฉพาะสำหรับส่วนที่เหลืออันราคาลดลงนั้นด้วย ซึ่งโจทก์ได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงการอุทธรณ์เงินค่าทดแทนที่ดินทั้งหมดที่โจทก์ควรได้รับเนื่องจากเหตุการเวนคืนที่ดินของโจทก์ครั้งนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนส่วนที่เหลือจากการเวนคืนได้ จำเลยได้สร้างทางจำเป็นกว้าง 4.80 เมตร ให้ที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืน ซึ่งโจทก์สามารถใช้ทางจำเป็นดังกล่าวเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้โดยสะดวกอยู่แล้ว ที่โจทก์จะขอให้จดทะเบียนเป็นภารจำยอมให้มีความกว้าง 6 เมตรนั้น เมื่อที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนไปนั้นเพื่อ วัตถุประสงค์ให้เป็นทางด่วนสาธารณูปโภคและได้มีประกาศของ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515ข้อ 29 บัญญัติมีใจความว่า ห้ามมิให้ผู้ใดสร้างโรงเรือนหรือสิ่งอื่นเชื่อมต่อทางพิเศษ หากมีการฝ่าฝืน การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีอำนาจรื้อถอนหรือทำลายได้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ห้ามเด็ดขาดที่จะมิให้ผู้ใดสร้างโรงเรือน หรือสิ่งอื่นเชื่อมทางพิเศษ ทั้งการได้ภารจำยอมในที่ดินแปลงใดก็ตามต้องได้มาโดยนิติกรรม โดยอายุความ หรือโดยผลกฎหมายที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เท่านั้น เมื่อกรณีของโจทก์ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงไม่อาจบังคับภารจำยอมให้โจทก์ได้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น ดังนี้ผู้ได้รับชำระเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นจะต้องได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน ส่วนจะได้รับอัตราเท่าใด ก็เป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลง การที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราต่อปีคงที่เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 1298ป.พ.พ. 1387ป.วิ.พ. 55พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 9พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 21พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 26
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวนสามแปลงคือโฉนดเลขที่ 88510 เนื้อที่ 20 ตารางวา โฉนดเลขที่665 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 8293เนื้อที่ 100 ตารางวา เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2530 ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และเขตบางเขน เขตดุสิต เขตพญาไท เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตยานนาวาเขตห้วยขวาง เขตบางกะปิ เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างทางพิเศษ สายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ และสายพญาไท ศรีนครินทร์ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 88510 ทั้งแปลงอยู่ในบริเวณที่ที่จะถูกเวนคืนทั้งหมดที่ดินโฉนดเลขที่ 665 บางส่วนตรงกลางของที่ดินเป็นเนื้อที่1 ไร่ 1 งาน 97 ตารางวา อยู่ในบริเวณที่ที่จะถูกเวนคืน คงเหลือเนื้อที่ 345 ตารางวา ทำให้ที่ดินแยกเป็นสองแปลงไม่มีทางออกรวมที่ดินถูกเวนคืนเนื้อที่ 617 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นได้กำหนดราคาเบื้องต้นตารางวาละ 8,000 บาท เป็นเงิน4,936,000 บาท จำเลยถือเอาราคาดังกล่าวกำหนดเป็นจำนวนเงินค่าทดแทนเพื่อจ่ายให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอเพิ่มจำนวนค่าทดแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นด้วยกับจำนวนค่าทดแทนที่เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์กำหนดให้ โจทก์เห็นว่าไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรม คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 9, 18 และ 21 ทั้งจำเลยทำบัญชีราคาประเมินที่ดินเขตพญาไทและกำหนดให้ที่ดินของโจทก์อยู่ในหน่วยที่ 10 ปี กำหนดราคาตารางวาละ 25,000 บาท จำเลยไม่กำหนดราคาเบื้องต้นและค่าทดแทนราคาดังกล่าวโดยอ้างว่าที่ดินไม่ติดทางสาธารณะ การเวนคืนที่ดินที่มิใช่เพื่อสาธารณะประโยชน์และสาธารณูปโภคอันเป็นบริการให้เปล่า แต่เป็นกรณีเพื่อสร้างทางพิเศษเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางเข้าลักษณะอันเป็นการค้ากำไรตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 ที่ดินบริเวณใกล้เคียงซื้อขายกันในราคาตารางวาละ80,000 บาท โจทก์ขอคิดราคาในวันประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาตามความในมาตรา 6 ตารางวาละ 40,000 บาท เป็นค่าทดแทนเป็นเงิน24,680,000 บาท เมื่อหักค่าทดแทนเบื้องต้น จำเลยจะต้องจ่ายค่าทดแทนอีกเป็นเงิน 19,744,000 บาท ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากเวนคืนเนื้อที่ 345 ตารางวา แยกออกเป็นสองแปลงไม่เหมาะในการปลูกสร้างอาคารหรือใช้สอย ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะขายยากและไม่ได้ราคา ทำให้ราคาลดลง ซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 จำเลยต้องจ่ายทดแทนทำให้ราคาลดลงสามในสี่ส่วนเหลือตารางวาละ 10,000 บาท ราคาลดลงตารางวาละ 30,000 บาท คิดเป็นเงิน 10,350,000 บาท เนื่องจากที่ดินที่เหลือสองแปลงไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จึงขอให้จำเลยเปิดทางกว้างไม่ต่ำกว่า 6 เมตร ตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะมาแต่เดิมโดยให้จำเลยจดทะเบียนเป็นทางภารจำยอม ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินค่าทดแทนเพิ่มสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนจำนวน 19,744,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,440,142.03 บาท รวมเป็นเงิน 22,184,142.03 บาทกับดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 19,744,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าทดแทนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนซึ่งราคาลดลงจำนวน 10,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยจดทะเบียนภารจำยอมตามฟ้อง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาแทน จำเลยให้การว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนดังกล่าวเพื่อสร้างทางพิเศษ คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นได้กำหนดราคาเบื้องต้นเป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 9 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 21(3) จะนำเอาราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดหรือราคาที่แท้จริงมากำหนดราคาที่ดินตามที่โจทก์อ้างไม่ได้ นอกจากนี้ที่โจทก์อ้างว่าที่ดินส่วนที่เหลือจากการถูกเวนคืนทำให้ราคาลดลง ก่อนเวนคืนที่ดินของโจทก์ไม่ติดทางสาธารณะ เมื่อถูกเวนคืนแล้วส่วนที่เหลือทั้งสองแปลงติดทางสาธารณะทางด่วนที่ตัดใหม่ จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่าจะเปิดทางเข้าออกกว้าง 6 เมตร สู่ทางสาธารณะจึงทำให้ที่ดินของโจทก์มีราคาเพิ่มขึ้นกว่าเดิม โจทก์จึงเรียกค่าทดแทนส่วนนี้ไม่ได้ ที่โจทก์ขอให้จำเลยจดทะเบียนภารจำยอมทางที่ออกสู่สาธารณะไม่สามารถกระทำได้เพราะผิดวัตถุประสงค์ในการเวนคืน ทั้งไม่มีกฎหมายเวนคืนที่ดินให้ที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย เพียงแต่พระราชกฤษฎีกาออกมาเพื่อสำรวจและกำหนด
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง