ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 9093/2544

หลักกฎหมาย

โจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งที่โจทก์ร่วมฟ้องขับไล่จำเลยจากตึกแถวพิพาท โดยจำเลยตกลงยกเครื่องปรับอากาศจำนวน 2 เครื่อง ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมได้เลือกเครื่องปรับอากาศจำนวน 2 เครื่องแล้วเครื่องปรับอากาศทั้งสองเครื่องจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม การที่จำเลยได้รื้อเอาไม้กั้นห้อง บานประตู และเครื่องปรับอากาศสองเครื่องดังกล่าวไปจากตึกแถวพิพาท จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ส่วนที่จำเลยรื้อไม้กั้นห้องและเครื่องปรับอากาศออกไปเป็นเหตุให้ฝาผนังตึกเป็นรอย กระจกและเสาแตกนั้น จำเลยมีความประสงค์ในทรัพย์ซึ่งติดตั้งอยู่กับตึกจึงต้องรื้อออกไป การรื้อสิ่งของที่ติดอยู่กับผนังตึกย่อมทำให้เกิดร่องรอยต่าง ๆ ขึ้นได้ ซึ่งเป็นผลธรรมดาของการรื้อถอนที่ต้องเกิดขึ้น สภาพแตกร้าวตามที่ปรากฏในภาพถ่ายนั้นมิใช่เกิดขึ้นเพราะกระทำโดยเจตนาให้เสียทรัพย์ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334,358, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไปจำนวน 60,000 บาทแก่ผู้เสียหายด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานางวิจิตร์ กิจเจริญวงศ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต เมื่อสืบพยานโจทก์ได้ 4 ปาก โจทก์ร่วมถูกยิงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2540 นายสำเนียง กิจเจริญวงศ์ สามีของโจทก์ร่วมขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ร่วมผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 มาตรา 358 ประกอบด้วยมาตรา 91ฐานลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปีให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไปจำนวน 60,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยเช่าตึกแถวพิพาท 3 ชั้น จากโจทก์ร่วมเปิดเป็นร้านอาหาร ระหว่างเช่าจำเลยต่อเติมกั้นห้องทั้ง 3 ชั้น และติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ชั้น 3 จำนวน2 เครื่อง นอกนั้นชั้นละ 1 เครื่อง ต่อมาโจทก์ร่วมฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 770/2538 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วโจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2539 ว่า ข้อ 1 จำเลยยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกพิพาทของโจทก์ร่วมภายในวันที่ 10เมษายน 2539 หากผิดนัดยอมให้โจทก์ร่วมบังคับคดีได้ทันทีกับยอมชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท ในระหว่างผิดนัด ข้อ 2 ค่าเช่าที่จำเลยค้างชำระค่าเสียหาย และเงินค่าวางมัดจำล่วงหน้าของจำเลยโจทก์ร่วมและจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องต่อกัน ข้อ 3 ทรัพย์สินภายในตึกพิพาทที่จำเลยต่อเติมติดกับตึกพิพาท เช่น ไม้กั้นห้อง กระจก พัดลม หลอดไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศจำนวน 2 เครื่อง จำเลยตกลงยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศจำเลยยินยอมให้โจทก์ร่วมเป็นผู้เลือก ทรัพย์สินนอกจากนี้ที่ไม่ติดกับตึกพิพาทโจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยเคลื่อนย้ายออกไปได้ภายในกำหนดเวลาตามข้อ 1 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิพากษาคดีถึงที่สุดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวก่อนวันที่ 25 มีนาคม 2539 มีการรื้อไม้กั้นห้องที่ชั้น 2และเครื่องปรับอากาศที่ชั้น 3 จำนวน 1 เครื่อง ที่ชั้น 2 จำนวน 1 เครื่องและนำออกไปจากตึกพิพาทมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ร่วมได้ตรวจภายในตึกพิพาทพบว่าทรัพย์สินมีสภาพเรียบร้อย ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม2539 เวลา 17 นาฬิกาเศษ โจทก์ร่วมได้รับแจ้งจากนางประนอม สุจริตว่าจำเลยกำลังขนย้ายเครื่องปรับอากาศและไม้ออกจากตึกพิพาท โจทก์ร่วมและนายสำเนียง กิจเจริญวงศ์ จึงไปดูแต่ไม่พบจำเลย นอกจากนั้นโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายสมชาย นิรหาดี และนางประนอม สุจริต เบิกความว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2539 จำเลยขนไม้แปรรูปและเครื่องปรับอากาศออกจากตึกพิพาท นางประนอมจึงโทรศัทพ์แจ้งโจทก์ร่วมเห็นว่า นายสมชายและนางประนอมอยู่ใกล้เคียงกับตึกพิพาทย่อมรู้เห็นความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตึกพิพาท นางประนอมไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ส่วนนายสมชายถึงแม้เคยมีเรื่องทำร้ายร่างกายกับจำเลยเมื่อปี 2538 แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการกลั่นแกล้งหรืออาฆาตกันอีก ทั้งคำเบิกความของนายสมชายและนางประนอมก็มีลักษณะเป็นกลางมิใช่จงใจปรักปรำใส่ร้ายจำเลย ประกอบกับนายอุบล คล้ายปุ้ย บิดาของจำเลยและนางสาวอมรรัตน์ สุขร่วมอดีตลูกจ้างของจำเลย เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า ในวันที่ 24มีนาคม 2539 โจทก์ร่วมและนายสำเนียงได้ไปสำรวจภายในตึกพิพาททำให้คำเบิกความของพยานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้รื้อเอาไม้กั้นห้อง บานประตูและเครื่องปรับอากาศจำนวน 2 เครื่อง ไปจากตึกพิพาทจริง ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่าเครื่องปรับอากาศจำนวน 2 เครื่องที่จำเลยเอาไปนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมหรือไม่ โจทก์ร่วมและนายสำเนียงเบิกความว่า ทั้งสองคนไปเลือกเครื่องปรับอากาศเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2539 โดยเลือกเอาเครื่องปรับอากาศที่ติดตั้งอยู่ชั้น 2 และชั้น 3 ซึ่งเป็นเครื่องที่มีกำลังบี.ที.ยู. มากกว่าอีก 2 เครื่องที่ยังเหลืออยู่ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมมีนายเด่นพงษ์ วณิชย์รุจี เบิกความสนับสนุนว่า เมื่อปี 2539 โจทก์ร่วมมอบหมายให้ตนไปช่วยตรวจสอบเครื่องปรับอากาศว่าเครื่องใดดีนายเด่นพงษ์ได้ตรวจแล้วแจ้งโจทก์ร่วมว่า เครื่องปรับอากาศเครื่องใหญ่มีราคาสูงกว่าเครื่องอื่น และยังมีสิบตำรวจตรีวัชระ สีนวล เจ้าพนักงานต
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9093/2544 · ทนอย Thanoy