คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2566
ฎีกาที่ 911/2566
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าบ้านจัดให้มีการเล่นพนันสนุกเกอร์ โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดร่วมกันเล่นพนันสนุกเกอร์ ซึ่งสภาพแห่งการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่มีเจตนาแยกต่างหากจากกันได้ และเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อจำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่น จึงเป็นความผิดสำเร็จไปแล้วกรรมหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าร่วมเล่นการพนันสนุกเกอร์ด้วย อันมีเจตนาเข้าพนันเอาเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นกับผู้ร่วมเล่นคนอื่น จึงเป็นความผิดสำเร็จอีกกรรมหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดหลายกรรมต่างกัน ความผิดตาม พ.ร.บ.การพนันและความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดมีเจตนาเพื่อร่วมกันเล่นการพนันซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่นพนันและร่วมเล่นการพนันก็เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในแต่ละฐานความผิดด้วย แต่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทในแต่ละฐานความผิดดังกล่าว กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อลงโทษบทหนักตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงไม่อาจจ่ายสินบนนำจับได้
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 90ป.อ. 91ป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 213ป.วิ.อ. 225ป.วิ.พ. 225ป.วิ.พ. 252พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 4พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 12พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 4พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 9พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 18
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 39, 40, 44, 45, 46, 47, 83, 91 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย และห้ามมิให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดออกนอกเคหสถาน หรือห้ามเข้าเขตกำหนดหรือห้ามมิให้เข้าไปในท้องที่หรือสถานที่ที่กำหนด หรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดทำทัณฑ์บนโดยกำหนดจำนวนเงินไม่เกินห้าหมื่นบาท โดยจะมีคำสั่งให้มีประกันด้วยหรือไม่ก็ได้ และหากจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดไม่ยอมทำทัณฑ์บนหรือหาประกันมิได้ ขอศาลมีคำสั่งกักขังจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดไว้จนกว่าจะทำทัณฑ์บนหรือหาประกันได้ จำเลยทั้งยี่สิบเจ็ดให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (2) (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2)), 18 การกระทำความผิดของจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน จำคุก 4 เดือน จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดฐานเป็นผู้ร่วมเล่นการพนัน ปรับคนละ 2,000 บาท ฐานร่วมกันฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปรับคนละ 5,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 7,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 ปรับคนละ 7,000 บาท จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งเฉพาะความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ส่วนค่าปรับตามพระราชบัญญัติการพนันไม่ลด คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 4,500 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 ปรับคนละ 4,500 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่ถูก ไม่ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดจ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ให้จำคุก 2 เดือน จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดฐานเป็นผู้ร่วมเล่นการพนัน ปรับคนละ 1,500 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 1,500 บาท จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน ฐานเป็นผู้ร่วมเล่นการพนัน คงปรับจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดคนละ 750 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน และปรับ 3,250 บาท รวมปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 คนละ 3,250 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงให้ลงโทษกักขัง 1 เดือน แทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการให้บริการโต๊ะสนุกเกอร์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้จัดหรือชักชวนให้มีการเล่นพนันสนุกเกอร์ ลูกค้าที่มาใช้บริการเล่นพนันกันเอง และจำเลยที่ 1 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินสดของกลาง ซึ่งมีลักษณะเป็นการฎีกาโต้แย้งในทำนองว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1.1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าบ้านจัดให้มีการเล่นพนันสนุกเกอร์ โดยไม่ได้รับอนุญาต และบรรยายฟ้องในข้อ 1.2 ว่า จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดกับพวกที่หลบหนีร่วมกันเล่นพนันสนุกเกอร์ อันเป็นการพนันประเภทที่ระบุไว้ในบัญชี ข. ลำดับที่ 28 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่นพนันสนุกเกอร์
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง