ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547

ฎีกาที่ 9128/2547

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 75 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณ์คุ้มครองนายจ้างที่ต้องประสบวิกฤตการณ์ในการดำเนินกิจการซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย ส่งผลกระทบกระเทือนแก่กิจการของนายจ้างอย่างรุนแรงจนถึงขั้นมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว อันเป็นการให้สิทธิแก่นายจ้างที่จะไม่ให้ลูกจ้างทั้งหมดหรือบางส่วนทำงานเป็นการชั่วคราว ทั้งนี้เพื่อให้นายจ้างมีโอกาสแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นให้หมดไปหรือบรรเทาลง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2545 ถึงมิถุนายน 2546 โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าลดลงมากเมื่อเทียบกับในปี 2544 หากโจทก์ยังคงผลิตสินค้าในปริมาณเดิม ก็เห็นได้ชัดว่าโจทก์ไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้หมดอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าของโจทก์มีปัญหาด้านเทคโนโลยีที่ไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดได้ หากยังคงผลิตออกมาก็ไม่มีตลาดรองรับ ย่อมเสี่ยงต่อการขาดทุนอันส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถานะการเงินและความคงอยู่ของกิจการโจทก์ การที่โจทก์ลดการผลิตลงจึงเป็นความจำเป็นโดยเหตุที่มิใช่เหตุสุดวิสัย และการที่โจทก์ลดการผลิตลงด้วยการให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ให้ลูกจ้างบางส่วนทำงาน มีผลเท่ากับโจทก์หยุดการผลิตบางส่วนซึ่งทำให้ผลผลิตลดลง อันเป็นการหยุดกิจการในส่วนที่ต้องลดการผลิตนั้น จึงเป็นการหยุดกิจการบางส่วนชั่วคราว การที่โจทก์ให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ครึ่งหนึ่งตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2545 ถึงสิงหาคม 2546 ซึ่งอยู่ในระหว่างที่โจทก์ได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าลดลงมาก จึงเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง โดยชอบแล้ว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์ประกอบกิจการผลิตอุปกรณ์หัวอ่านคอมพิวเตอร์ให้บริษัทรีท - ไรท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ปี 2540 อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ประสบปัญหาทั่วโลกเนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรง บริษัทแม่และโจทก์ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมดังกล่าวตกต่ำ ลูกค้าบริษัทแม่ลดคำสั่งซื้อตั้งแต่ปี 2541 โจทก์แก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง สำหรับมาตรการด้านแรงงานใช้วิธีลดเงินเดือนผู้บริหารและการหยุดกิจการบางส่วนโดยจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงาน โดยไม่ลดสวัสดิการ เงินค่าตอบแทนพิเศษ (ค่ากะ) ค่าครองชีพ เบี้ยขยัน เมื่อรวมกับเงินตอบแทนพิเศษแล้วลูกจ้างได้รับค่าจ้างในระยะเวลานั้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงาน การกำหนดวันหยุดเพิ่มขึ้นพิเศษ ให้ลูกจ้างสลับหมุนเวียนกันหยุดพักผ่อนประจำปี ลูกจ้างที่ไม่ประสงค์ใช้วันลาพักผ่อนประจำปีก็อาจเลือกวิธีลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งโจทก์ให้ลูกจ้างประเภทนี้ยังคงมีสิทธิในวันหยุดพักผ่อนประจำปีอยู่เช่นเดิม และนำวันหยุดนี้สะสมไปใช้ในปีถัดไปได้ โจทก์ได้รับความยินยอมและความร่วมมือจากลูกจ้างในการใช้มาตรการด้านแรงงาน วันที่ 17 มิถุนายน 2546 บริษัทแม่ล้มละลาย ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทแม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โจทก์ประกาศขอความยินยอมและความร่วมมือจากลูกจ้างในการหยุดกิจการบางส่วนโดยจ่ายค่าจ้างร้อยละ 50 ของค่าจ้างตามปกติ ไม่ลดสวัสดิการ เงินค่าตอบแทนพิเศษ (ค่ากะ) ค่าครองชีพ และเบี้ยขยัน เพื่อมิให้โจทก์ต้องปิดกิจการหรือล้มละลาย วันที่ 29 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2546 นางสาวสุภาดา กับพวกรวม 118 คน ยื่นคำร้องต่อจำเลยให้โจทก์จ่ายค่าจ้างที่ค้างจ่ายระหว่างปี 2543 ถึงวันยื่นคำร้อง จำเลยสอบสวนพยานหลักฐานส่วนของโจทก์อย่างเร่งรีบ ไม่เปิดโอกาสให้โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าชี้แจงอย่างละเอียดครบถ้วน แล้วมีคำสั่งที่ 28/2546 ลงวันที่ 22 กันยายน 2546 ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างในวันที่โจทก์สั่งให้ลูกจ้างหยุดงานชั่วคราวที่ยังขาดอยู่ร้อยละ 50 ให้ผู้ร้องเป็นเงิน 744,238 บาท จ่ายค่าจ้างในวันที่โจทก์ให้ลูกจ้างหยุดงานโดยลูกจ้างขอลางานโดยไม่ขอรับค่าจ้าง 72 คนเป็นเงิน 173,683 บาท รวมเป็นเงิน 917,921 บาท คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 28/2546 ลงวันที่ 22 กันยายน 2546 ของจำเลย จำเลยให้การว่า ในส่วนของปัญหาการขาดทุน จำเลยตรวจสอบแล้วพบว่ามีความขัดแย้งกับงบกำไรขาดทุนตามแบบ ส.บช.3 ที่โจทก์ยื่นต่อสำนักงานทะเบียนการค้าหรือสำนักงานพัฒนธุรกิจการค้าจังหวัดในปัจจุบัน ซึ่งแสดงว่าโจทก์มีกำไรมาตลอดตั้งแต่ปี 2541 ถึงปี 2544 ในปี 2545 ขาดทุนสุทธิ 2,785,864,235 บาท แต่ยังมียอดกำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรรคงเหลือ ณ วันที่ 30 กันยายน 2545 จำนวน 466,998,093 บาท มิใช่โจทก์ขาดทุนมากกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาทตามที่โจทก์มีหนังสือแจ้งต่อจำเลย เมื่อประสบปัญหาแล้วโจทก์ยังรับลูกจ้างใหม่เพิ่มเติมในปี 2543 จำนวน 1,735 คน ในปี 2544 จำนวน 1,133 คน และในปี 2545 จำนวน 29 คน แสดงว่าโจทก์ไม่มีเจตนาควบคุมดูแลและป้องกันสภาพคนล้นงาน โดยรับลูกจ้างเพิ่มจำนวนมากทั้งที่อยู่ในภาวะคำสั่งซื้อลดลงมากตั้งแต่ปี 2541 เหตุที่ทำให้เกิดการหยุดกิจการชั่วคราวเกิดจากการบริหารจัดการของโจทก์โดยตรงและโจทก์สามารถหลีกเลี่ยงหรือป้องกันได้ จึงมิใช่เหตุสุดวิสัย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2545 โจทก์ยังคงมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่กำหนดจำนวนลูกจ้างให้เหมาะสมต่อการผลิตเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย มิได้มีการหยุดกิจการชั่วคราวทั้งหมดหรือบางส่วนการที่โจทก์ให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานและจ่ายค่าจ้างครึ่งหนึ่งนับแต่เดือนพฤษภาคม 2545 จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์มีความจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราวทั้งหมดหรือบางส่วนตามมาตรา 75 โจทก์จึงต้องจ่ายค่าจ้างส่วนที่ยังขาดอีกร้อยละ 50 ให้ลูกจ้างตามมาตรา 70 คำสั่งของจำเลยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ปี 2541 โจทก์มีปัญหาด้านเทคโนโลยีไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดทำให้ต้องมีการลดเพิ่มจำนวนลูกจ้าง ดังนี้ ปี 2541 เลิกจ้างลูกจ้าง 161 คน ปี 2542 เลิกจ้างลูกจ้าง 1,300 คน ปี 2543 ลูกจ้างลาออก 573 คน โจทก์รับลูกจ้างเพิ่ม 1,735 คน ปี 2544 ลูกจ้างลาออก 962 คน โจทก์รับลูกจ้างเพิ่ม 1,133 คน ปี 2545 ลูกจ้างลาออก 666 คน กับโจทก์เลิกจ้างอีก 1,435 คน และรับเพิ่ม 29 คน เหตุที่รับลูกจ้างเพิ่มในปี 2543 ถึงปี 2544 เนื่องจากลูกค้ามีคำสั่งซื้อเพิ่มจากปี 2542 และโจทก์ให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานโดยจ่ายค่าจ้างให้กรณีลูกจ้างเลือกใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี หรือยืมวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีถัดไปมาใช้ก่อนหรือเลือกหยุดงาน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9128/2547 · ทนอย Thanoy