คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548
ฎีกาที่ 913/2548
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 5 รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 5 ให้การต่อสู้ว่าหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอม โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่โจทก์จริง เมื่อหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวไม่ได้ปิดแสตมป์หรือเสียอากรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ถือได้ว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ โจทก์จึงฟ้องร้องบังคับคดีแก่จำเลยที่ 5 ไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหนังสือสัญญาค้ำประกันมิได้ปิดอากรแสตมป์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้แล้ว จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งร่วมกับจำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาทรัสต์รีซีทต่อโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันด้วย แม้จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ในการคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีทโจทก์จะต้องปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งตามสัญญาทรัสต์รีซีทในข้อ 4 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ต้องนำเงินมาชำระค่าสินค้าในจำนวนและกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายสัญญาทรัสต์รีซีท โดยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามประกาศของโจทก์นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 รวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใดๆ เกี่ยวกับหนี้ทรัสต์รีซีท และในสัญญาข้อ 7 ระบุว่าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราตามที่กำหนดในข้อ 4 เมื่อตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดได้เพียงตามอัตราที่ระบุในสัญญาข้อ 4 และข้อความในสัญญาข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้นเป็นกรณีระบุถึงอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามสัญญาอันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัดซึ่งแม้สัญญาข้อ 4 นี้ จะระบุให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของโจทก็ตาม ย่อมหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น ฉะนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้เพียงในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศของโจทก์เท่านั้น มิใช่อัตราสูงสุดในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญา เพราะตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ข้อ 3 (4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยในอัตราสำหรับลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขได้เฉพาะกรณีที่ลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขแล้วเท่านั้น
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดได้ขอให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศและในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทในวงเงินสินเชื่อ 10,000,000 บาท เพื่อรับสินค้าไปก่อน โดยตกลงจะเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือเปลี่ยนแปลงตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าผูกพันตนค้ำประกันจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมให้หักเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 เพื่อให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) หักเงินในบัญชีเพื่อชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขอให้ธนาคารดังกล่าวเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตรวม 6 รายการ คือ รายการที่ 1 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าเป็นเงิน 4,455,055 เยน จากผู้ขายสินค้าที่อยู่ประเทศญี่ปุ่น คือ คิทซ์ คอร์ปอเรชั่น ตามคำขอหมายเลข 001-07865-96 ธนาคารได้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลข 001-07865-96 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 10 ต่อมาผู้ขายส่งสินค้ามาและทางธนาคารได้จ่ายเงินผ่านตัวแทนไปโดยการหักบัญชีตามวิธีการค้าระหว่างประเทศจากตั๋วแลกเงินจำนวน 4,368,969 เยน จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระได้ทันทีจึงทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้กับธนาคารเพื่อจะได้รับสินค้าไปจำหน่ายโดย ขอรับสภาพหนี้และจะชำระคืนภายในวันที่ 15 เมษายน 2540 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้โดยชำระแต่ดอกเบี้ยบางส่วนและต่อมาผิดนัดไม่ชำระทั้งดอกเบี้ยและต้นเงินตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงินค่าสินค้า 4,368,969 เยน คิดเป็นเงินไทย 906,233.39 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน เท่ากับ 0.207425 บาท) ดอกเบี้ย 294,823.80 บาท รวมเป็นเงิน 1,201,057.19 บาท) รายการที่ 2 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายสินค้ารายเดิมโดยทำคำขอหมายเลข 001-08174-96 ธนาคารได้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลข 001-08174-96 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 14 ต่อมาผู้ขายส่งสินค้ามาและทางธนาคารได้จ่ายเงินแก่ตัวแทนตามตั๋วแลกเงินเรียกเก็บจำนวน 22,585.33 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับธนาคารเพื่อรับสภาพหนี้และขอขยายระยะเวลาในการชำระเงินคืนภายในวันที่ 15 เมษายน 2540 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 คำนวณต้นเงินค่าสินค้า 22,585.33 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินไทย 590,380.53 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 26.14บาท) และดอกเบี้ย 192,067.77 บาท รวมเป็นเงิน 782,448.30 บาท รายการที่ 3 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายสินค้ารายเดิมโดยทำคำขอหมายเลข 001-08175-96 ธนาคารได้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลขตามคำขอในวงเงิน 11,714,711 เยน ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 18 ต่อมาผู้ขายส่งสินค้าและเรียกเก็บเงินผ่านตัวแทนโดยตั๋วแลกเงิน จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับธนาคารมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วม เพื่อรับสภาพหนี้และจะชำระหนี้คืนภายในวันที่ 5 พฤษภาคม 2540 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ย คำนวณค่าสินค้าเป็นเงินไทย 2,423,920.14 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน เท่ากับ 0.2069125 บาท) ดอกเบี้ยจำนวนเงิน 788,570.94 บาท คำนวณตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 จนถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงิน 3,212,491.08 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 21 รายการที่ 4 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าเป็นเงิน 22,364.16 ดอลลาร์สหรัฐจากผู้ขายสินค้ารายเดิม และได้ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลข 001-0973 ต่อมาผู้ขายส่งสินค้าและเรียกเก็บตามตั๋วแลกเงิน ธนาคารได้ชำระไปแล้วตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 23 จำเลยที่ 1 ได้มาทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับธนาคารและจะชำระหนี้คืนภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 คำนวณค่าสินค้าเป็นเงินไทย 576,324.50 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 25.77 บาท) กับดอกเบี้ย 187,494.92 บาท รวมเป็นเงิน 763,819.32 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 25 รายการที่ 5 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายสินค้ารายเดิมโดยทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลข 001-09731-96 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 26 ต่อมาผู้ขายส่งสินค้าและเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินซึ่งธนาคารได้ชำระให้แล้วเป็นเงิน 3,555,052 เยน จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัส
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง