คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553
ฎีกาที่ 9139/2553
หลักกฎหมาย
กรณีที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน ตามขอซึ่งน้อยกว่าสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน แม้ตามกฎหมายแรงงานในส่วนที่เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลแรงงานกลางจะต้องพิพากษาให้โจทก์ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย แต่ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ศาลแรงงานพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอบังคับก็ได้" เมื่อปรากฏในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องว่า โจทก์ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน แต่โจทก์ไม่ได้ขอบังคับให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามสิทธิที่จะได้รับเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน ตามขอจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นกรณีที่ศาลฎีกาจะพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยตามสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 180 วัน เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอันไม่ใช่กรณีเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ส่วนกรณีการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จะต้องพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเหตุดังกล่าวเพียงพอแก่การเลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ ดังนั้น การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการแผนกปล่อยปละละเลยไม่วางระเบียบการตรวจสอบให้ดีปล่อยให้มีการปลอมเอกสารและลายมือชื่อในการดำเนินการเสียภาษีนำเข้าตู้สินค้าในนามจำเลยไม่ถูกต้องจนทำให้เกิดความผิดพลาดในแผนกอาจเกิดความเสียหายแก่จำเลย เป็นการกระทำที่ผิดพลาดอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตจึงมีเหตุให้นายจ้างไม่ไว้วางใจให้ลูกจ้างปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไป เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควร จึงมิใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นดังกล่าวเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 49พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 52พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 54
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหาย 5,081,425.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าชดเชย 124,209 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายจากการนำเข้าตู้สินค้าและเสียภาษีอย่างผิดวิธีเป็นเงิน 139,000 บาท ค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงทางการค้าทำให้จำเลยขาดรายได้จากการค้าเป็นเงิน 3,000,000 บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าชดเชยจำนวน 124,209 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 กรกฎาคม 2547) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการเป็นตัวแทนในการนำเข้าและส่งออกสินค้าต่างประเทศ กรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.15 โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2544 ตำแหน่งสุดท้ายคือ ผู้จัดการแผนกซ่อมและบำรุงตู้คอนเทนเนอร์ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 41,403 บาท กำหนดจ่ายทุกวันที่ 25 ของเดือน ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2547 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไป โดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โจทก์เป็นผู้บริหารคนไทยสูงสุดในแผนกซ่อมและบำรุงตู้คอนเทนเนอร์ มีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการและพนักงานในแผนกทั้งหมด อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของผู้บริหารซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น คือผู้จัดการใหญ่ฝ่ายคอนเทนเนอร์เดิมคือนายมูราโอกะ เมื่อนายมูราโอกะย้ายกลับไปประเทศญี่ปุ่นในปลายปี 2546 มีนายโอชิมาทำหน้าที่แทนนายมูราโอกะ ผู้บริหารเหนือขึ้นไปคือนายอาราชิมาผู้อำนวยการ เดิมแผนกตู้คอนเทนเนอร์รับทำการตรวจสภาพซ่อมและบำรุงรักษาตู้คอนเทนเนอร์ ต่อมาปี 2545 โจทก์เสนอให้มีการซื้อและขายตู้คอนเทนเนอร์เก่าที่ยังสามารถใช้ได้ภายในประเทศเพื่อเป็นการหารายได้เพิ่มให้แก่แผนกและได้รับความเห็นชอบจากนายมูราโอกะให้ดำเนินการ ดังนั้น เมื่อจะทำการซื้อขายตู้คอนเทนเนอร์ โจทก์จะให้นางรัชนกพนักงานประสานงานด้านเอกสารทำการสำรวจตู้ที่ยังสามารถใช้งานได้แล้วรายงานให้โจทก์ทราบ จากนั้นโจทก์จะแจ้งให้นายมูราโอกะติดต่อซื้อตู้คอนเทนเนอร์ของบริษัทเอ็น วาย เค ลาย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของจำเลยตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ที่ได้บรรทุกสินค้าเข้ามาในประเทศไทยโดยติดต่อผ่านตัวแทนซึ่งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ โดยจดหมายอีเล็กทรอนิกส์หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่าอีเมล์ เมื่อตกลงซื้อขายกันแล้ว ตัวแทนในประเทศสิงคโปร์จะแจ้งมายังบริษัทเอ็น วาย เค ชิปปิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนบริษัทแม่ในประเทศไทยให้ทราบ เพื่อส่งเอกสารการซื้อขายให้จำเลยดำเนินการเสียภาษีผ่านพิธีการทางศุลกากรเอง โดยส่งเอกสารต่างๆ มาที่แผนกของโจทก์ ซึ่งจำเลยมีแผนกนำเข้าทางเรือทำหน้าที่พิธีการทางศุลกากรนำสินค้าเข้าโดยจำเลยมอบอำนาจให้นายไพโรจน์ ผู้จัดการใหญ่ของแผนกดังกล่าวเป็นผู้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทในใบขนสินค้าและเอกสารต่าง ๆ ในการทำพิธีการทางศุลกากร โดยกรมศุลกากรได้ออกบัตรประจำตัวผู้รับมอบอำนาจให้นายไพโรจน์ไว้ เมื่อผ่านการดำเนินการของนายไพโรจน์แล้ว นายไพโรจน์จะมอบให้พนักงานคนใดคนหนึ่งในแผนกไปดำเนินการต่อกรมศุลกากรรวมทั้งนายสมบูรณ์ด้วยคนหนึ่ง ซึ่งกรมศุลกากรได้ออกบัตรผ่านพิธีการทางศุลกากรให้นายสมบูรณ์ไว้ เดิมเมื่อตกลงซื้อขายกันแล้ว บริษัท เอ็น วาย เค ชิปปิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด จะส่งเอกสารต่าง ๆ มาที่นางรัชนก จากนั้นนางรัชนกจะส่งเอกสารเหล่านั้นไปให้แผนกนำเข้าทางเรือทำพิธีการทางศุลกากรเนื่องจากตู้คอนเทนเนอร์มี 2 ชนิด คือชนิดแห้งและชนิดเย็น ซึ่งแต่ละตู้จะมีหมายเลขกำกับไว้ ตู้ที่ขึ้นด้วยหมายเลข 7 จะเป็นตู้ชนิดเย็น การเสียภาษีในการทำพิธีการทางศุลกากรจะต้องชำระทั้งค่าภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าอากรขาเข้า ส่วนตู้อีกชนิดหนึ่งคือตู้แห้งหมายเลขที่กำกับไว้จะขึ้นต้นด้วยเลขอื่นทั้งหมด เว้นแต่หมายเลข 7 จะต้องชำระเฉพาะค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น เมื่อชำระค่าภาษีแล้วก็จะต้องนำเอกสารผ่านจุดตรวจปล่อยเพื่อตรวจความถูกต้อง เมื่อเห็นว่าถูกต้องแล้วเจ้าหน้าที่ก็บันทึกการตรวจปล่อย หลังจากทำพิธีการทางศุลกากรดังกล่าวแล้วแผนกนำเข้าทางเรือจะส่งเอกสารที่ผ่านพิธีการและใบปะหน้าเรียกเก็บเงินค่าดำเนินการและค่าภาษีมาที่นางรัชนก นางรัชนกจะถ่ายสำเนาเอกสารที่ผ่านพิธีการดังกล่าวเพื่อส่งไปให้บริษัทเอ็น วาย เค ชิปปิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง