คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 915/2540
หลักกฎหมาย
จำเลยที่1ได้กู้เงินโจทก์จำนวน2,000,000บาทและจำเลยที่1ได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยมีบริษัทจำเลยที่3สลักหลังชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ขณะที่จำเลยที่3สลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับจำเลยที่1และอ.ยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่3อยู่ทั้งเช็คพิพาทก็เป็นเช็คสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือโจทก์ในฐานะผู้ครอบครองเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวย่อมเป็นผู้ทรงเช็คเพื่อการชำระหนี้เงินกู้โดยชอบการที่เช็คพิพาททั้งสองฉบับถูกธนาคารตามเช็คปฎิเสธการจ่ายเงินจำเลยที่3ในฐานะผู้สลักหลังเช็คทั้งสองฉบับนั้นจะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา914ประกอบด้วยมาตรา989โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่3
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ย โดยได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายทั้งสองฉบับเมื่อธนาคารตามเช็คปฎิเสธ การจ่ายตามเช็คทั้งสองฉบับนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดชำระเงินตามเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าว จะเห็นได้ว่า คำฟ้องของโจทก์ที่ว่านี้ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับพร้อมทั้งได้แสดงถึงข้ออ้างที่อาศัยหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับพร้อมทั้งได้แสดงถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติบังคับไว้แล้วฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ หาได้เคลือบคลุมไม่ ข้อฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่จำเลยที่ 3 มิได้ให้การต่อสู้คดีไว้แม้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและพิพากษา ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ก่อนที่จำเลยที่ 1 และ อ. ลาออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 และ อ. ได้ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 3 และประทับตราของจำเลยที่ 3 เป็นสำคัญโดยชอบ แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 และ อ. จะได้ลาออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 และบุคคลทั้งสองได้โอนหุ้นที่มีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 3 ให้แก่บุคคลอื่นก่อนเช็คพิพาททั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระเงินโดยที่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 3 ชุดใหม่ไม่ได้ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับเลยก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 และ อ.ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 3 โดยชอบนั้นเอง การเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 3 ในภายหลัง ไม่มีผลทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ที่มีอยู่ต่อโจทก์ก่อนแล้วต้องเปลี่ยนแปลงไป แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากกันตามวาระของกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนก็ไม่ได้ทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 2 ต้องหลุดพ้นไปผลแห่งการลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับของจำเลยที่ 1 และ อ. ซึ่งมีตราของจำเลยที่ 3 ประทับเป็นสำคัญย่อมผูกพันให้จำเลยที่ 3 ต้อง ร่วมรับผิดในเช็คพิพาทต่อโจทก์ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดระหว่างวันที่ 4 พฤษภาคม 2534 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2534จำเลยที่ 2 มีนายยงยุทธ ทัพมานนท์ และนายอารีคาน อารีหะหมัดเป็นกรรมการร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทจำเลยที่ 2มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ระหว่างวันที่ 9 สิงหาคม 2534 ถึงปัจจุบันจำเลยที่ 3 มีนายสุทิน ลิมโปดม นายประสิทธิ์ คุณวิเศษพงษ์นายประกอบ ศรีแสงนาม นายพรอนันต์ ทังเกษมวัฒนาและนายสีหวิุฒ แต่โสภา เป็นกรรมการ โดยกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทจำเลยที่ 3 มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2534 จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 2,000,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กำหนดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยคืนภายในวันที่ 4 สิงหาคม 2534 เพื่อเป็นหลักฐานและชำระเงินต้นคืนแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาลุมพินี 2 ฉบับ คือฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2534 สั่งจ่ายเงิน1,500,000 บาท และฉบับลงวันที่ 4 กันยายน 2534 สั่งจ่ายเงิน500,000 บาท เช็คทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลัง (ความจริงจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลเดียวกัน) เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์ได้นำเช็คนั้นเข้าบัญชีของโจทก์ ปรากฎว่าธนาคารตามเช็คปฎิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2534 และวันที่ 12และวันที่ 12 กันยายน 2534 ตามลำดับ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน2,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2534 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 162,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,162,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินโจทก์และได้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์จริง แต่หลังจากธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองฉบับจำเลยที่ 1 ได้ชำระต้นเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แล้วโจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คทั้งสองฉบับพร้อมดอกเบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 อีกโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้กู้ยืมเงินแต่จำเลยที่ 1 ได้จ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามฟ้องให้โจทก์เพื่อเป็นประกันการลงหุ้นในการร่วมทุนเข้าเ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง