ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 9181/2558

หลักกฎหมาย

ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี และยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง หรือเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ตาม ป.อ. มาตรา 157 มีองค์ประกอบของความผิดและการกระทำที่มีเจตนาประสงค์ต่อผลแยกต่างหากจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรม ตาม ป.อ. มาตรา 91 แม้ อ. ได้ทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร และยินยอมมอบรถยนต์ของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งทางด่านศุลกากรแม่สอดได้อนุมัติให้ทำความตกลงระงับคดีแล้ว ก็เป็นการระงับเฉพาะในส่วนของ อ. ไม่ทำให้การกระทำความผิดของจำเลยระงับไปด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5, 6, 7, 8, 9 และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับนั้น เนื่องจากคดีนี้ศาลพิพากษายกฟ้อง และมิได้มีการสั่งริบของกลาง จึงไม่มีเงินค่าปรับที่จำเลยหรือผู้กระทำความผิดได้ชำระต่อศาล และไม่มีเงินที่ได้จากการขายของกลาง ไม่อาจจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้เสีย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำคุก 3 ปี ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้มีการเสียค่าภาษี หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร จำคุก 1 ปี และปรับ 563,712 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 563,712 บาท ให้จ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับร้อยละยี่สิบของค่าปรับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโคโรล่า หมายเลขเครื่อง 5 AP 197084 หมายเลขตัวถังรถ AE 100 - 0019035 หมายเลขทะเบียน ก - 3837 ตาก ซึ่งเป็นรถที่มิได้ผลิต จำหน่าย หรือได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร และไม่มีการปฏิบัติพิธีการศุลกากรนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร เจ้าพนักงานตำรวจจึงยึดรถดังกล่าวไว้เป็นของกลาง ชั้นสอบสวนนายอภิชาติ ให้การรับสารภาพและยื่นคำร้องขอทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร โดยยินยอมมอบรถยนต์ของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดิน และด่านศุลกากรแม่สอดได้อนุมัติให้รับทำความตกลงระงับคดีแล้ว รถยนต์ของกลางมีราคาประเมิน 45,000 บาท ค่าภาษีอากร 95,928 บาท ราคารวมภาษีอากร 140,928 บาท ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ตำแหน่งผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม ประจำอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลโชคชัย ช่วยราชการงานป้องกันปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ศูนย์ปฏิบัติการกองบัญชาการตำรวจนครบาล มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายสำราญ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณต้นปี 2547 นายฝั้นมาบอกแก่พยานว่าจำเลยต้องการขายรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าในราคาถูก พยานต้องการซื้อรถยนต์ให้แก่นายพิทักร์ บุตรชายไว้ใช้งาน จึงได้ให้นายฝั้นนัดหมายจำเลยมาพบกันที่อู่ซ่อมรถบุญหาการช่างของนายบุญหา หลังจากนัดหมายกันแล้วพยานได้ไปพบจำเลยที่อู่บุญหาการช่าง จำเลยพาพยานไปดูรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ก - 3837 ตาก ซึ่งจอดอยู่ที่อู่ดังกล่าว พยานตกลงซื้อรถยนต์ในราคา 50,000 บาท โดยจำเลยให้พยานมารับรถในอีก 3 วันข้างหน้าเนื่องจากรถยนต์คันดังกล่าวอยู่ระหว่างซ่อมแซมหม้อน้ำ หลังจากนั้นอีก 3 วัน นายพิทักร์ได้ไปรับรถยนต์โดยไม่ได้ชำระราคา ต่อมาจำเลยให้นายพิทักร์มอบไม้แดงหรือไม้มะค่าประมาณ 3 ยก ให้จำเลยเพื่อตีใช้หนี้ราคารถยนต์โดยคิดประมาณ 30,000 บาท ส่วนอีก 20,000 บาท จะชำระให้ภายหลัง และโจทก์มีนายพิทักร์ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณต้นปี 2547 นายฝั้นได้บอกแก่พยานว่าจำเลยต้องการขายรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าในราคาถูก พยานจึงให้นายฝั้นพาไปดูรถยนต์ซึ่งจอดอยู่ที่อู่ซ่อมรถที่เกิดเหตุ พยานพอใจจึงบอกให้นายสำราญทราบ หลังจากนั้นพยานพูดขอซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลย โดยจำเลยขอให้พยานนำไม้มะค่าที่เหลือจากการสร้างบ้าน 3 ยก ราคาประมาณ 50,000 บาท ตีใช้หนี้ราคารถ ต่อมาพยานได้ให้นายฝั้นนัดหมายจำเลยมาพูดคุยกันที่อู่ที่เกิดเหตุ เมื่อพบจำเลย พยานได้พูดตกลงซื้อรถยนต์คันดังกล่าวต่อหน้านายบุญหา แต่พยานยังไม่ได้นำรถยนต์ไปใช้งาน เนื่องจากรถยนต์อยู่ระหว่างการซ่อมแซมหม้อน้ำ หลังจากที่พยานนำรถไปใช้ได้ไม่นาน จำเลยได้นำรถมาลากไม้ที่บ้านของพยาน 3 ยกไปตามที่ตกลงกัน และโจทก์มีนายฝั้น เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน ก - 3837 ตาก พยานเคยเห็นจำเลยขับรถยนต์คันดังกล่าวและเห็นว่ารถมีสภาพดีจึงสอบถามจำเลยว่าจะขายหรือไม่ ต่อมาพยานพานายพิทักร์ไปพบจำเลยที่บ้านเพื่อติดต่อขอซื้อรถยนต์คันดังกล่าว ต่อมาอีก 3 วัน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง