คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562
ฎีกาที่ 921/2562
หลักกฎหมาย
ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ ศ. เบิกความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมยิงปืนใส่กลุ่มจำเลยที่ 1 อันเป็นการชุลมุนต่อสู้กันตั้งแต่สามคนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจริง แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ใช้ขวดเบียร์ขว้างใส่กลุ่มจำเลยที่ 1 กับพวก แต่ทางพิจารณาได้ความว่าใช้อาวุธปืนยิง ซึ่งข้อที่แตกต่างเป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธไม่ใช่ข้อสำคัญและจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธแต่รับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุแสดงว่าไม่หลงข้อต่อสู้ ศาลจึงลงโทษจำเลยที่ 2 ตามที่พิจารณาได้ความมาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงมีความผิดฐานเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ตั้งแต่สามคนขึ้นไปจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับอันตรายสาหัส
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 294, 299, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9033/2556 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4920/2553 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294, 299 (ที่ถูก มาตรา 294 วรรคแรก (เดิม), 299 วรรคแรก (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันชุลมุนต่อสู้ และบุคคลหนึ่งบุคคลใดถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน จำคุกคนละ 10 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 8 ปี 10 วัน นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9033/2556 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4920/2553 ของศาลชั้นต้น ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืน จำคุก 1 ปี รวมโทษทุกกระทงจำคุก 4 ปี 10 วัน ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืน คงลงโทษจำเลยที่ 3 จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันชุลมุนต่อสู้ และบุคคลหนึ่งบุคคลใดถึงแก่ความตายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง เกิดเหตุทะเลาะวิวาทชุลมุนต่อสู้กันของคนร้ายสองพวกที่มาเล่นสงกรานต์ที่บริเวณวงเวียนน้ำพุ ที่เกิดเหตุ โดยขว้างปาขวดเบียร์และใช้อาวุธปืนยิงใส่กันจนเป็นเหตุให้นายพงศกร ผู้ตายเสียชีวิต นายมงคลชัย ผู้เสียหายที่ 1 ถูกกระสุนปืนข้างซ้ายลำตัว เข้าช่องท้อง ถูกกระเพาะอาหารและตับ มีเลือดออกในเยื่อหุ้มปอดซ้าย นายศรัณยู ผู้เสียหายที่ 2 ถูกกระสุนปืนเข้าที่ไหล่ขวา มีผลให้เลือดออกในปอดด้านขวา และไขสันหลังฉีกขาด นายอนันต์ ผู้เสียหายที่ 3 ถูกกระสุนปืน เข้าด้านหลังระดับเอวด้านซ้าย กระสุนปืนฝังในกล้ามเนื้อ พนักงานสอบสวนส่งอาวุธปืนสั้นออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) เครื่องหมายทะเบียนเลขที่ กท.54243442 ที่ยึดได้ขณะจับกุมจำเลยที่ 1 ปลอกกระสุนปืนของกลาง 15 ปลอก ที่พบในที่เกิดเหตุ หัวกระสุนปืนที่ฝังในศพของผู้ตายให้ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 7 ตรวจ ผลการตรวจพิสูจน์ปลอกกระสุนปืนของกลางเป็นปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) และเป็นปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. ลูกกระสุนปืนของกลางเป็นลูกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) และกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. ปลอกกระสุนปืน 15 ปลอก ยิงมาจากอาวุธปืน 3 กระบอก แต่ไม่ได้ยิงมาจากอาวุธปืนของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า ในขณะเกิดเหตุอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีคนมาเล่นน้ำที่เกิดเหตุจำนวนมาก ซึ่งนายศุภกรกับนางสาววิภาดาเบิกความยืนยันว่าอยู่ในที่เกิดเหตุและเห็นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงไปยังกลุ่มของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่อยู่อีกฝ่ายหนึ่ง และนายศุภกรกับนางสาววิภาดายังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ขณะเสียงปืนดังขึ้นพยานอยู่ฝั่งเดียวกับจำเลยที่ 1 ห่างกันประมาณ 10 เมตร แม้เหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลากลางคืน แต่ในที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟสาธารณะข้างทางและจากร้านค้าใกล้ที่เกิดเหตุ แสงไฟส่องมาถึง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง