คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 9230/2544
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งกับคดีมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมา ดังนี้ จะฎีกาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ต้องแยกจากกัน กล่าวคือถ้าหากฎีกาประเด็นเรื่องขับไล่ก็ต้องพิจารณาว่าค่าเช่าเกินเดือนละ10,000 บาทหรือไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยมีอัตราค่าเช่าเดือนละ10,500 บาท ฎีกาของจำเลยในส่วนเรื่องขับไล่จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคสอง ส่วนในเรื่องค่าเสียหายปรากฏว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีจำนวนเพียง 132,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายหรือหากโจทก์ได้รับความเสียหายก็ไม่เกินเดือนละ 10,500 บาทนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท พร้อมทั้งส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 231,000 บาท และชำระค่าเสียหายต่อไปอีกวันละ 1,750 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 231,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกวันละ 1,750 บาท นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน132,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกวันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 21กุมภาพันธ์ 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาท และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งกับคดีมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมา ดังนี้จะฎีกาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ต้องแยกจากกัน กล่าวคือ ถ้าหากฎีกาประเด็นเรื่องขับไล่ก็ต้องพิจารณาว่าค่าเช่าเกินเดือนละ 10,000 บาท หรือไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยมีอัตราค่าเช่าเดือนละ 10,500 บาท ฎีกาของจำเลยในส่วนเรื่องขับไล่จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคสอง ส่วนในเรื่องค่าเสียหายปรากฏว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีจำนวนเพียง 132,000 บาท จึงมีจำนวนไม่เกิน 200,000 บาทย่อมต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายหรือหากโจทก์ได้รับความเสียหายก็ไม่เกินเดือนละ 10,500 บาท นั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า นายสามารถ ปาทา ไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญาเช่า การบอกเลิกสัญญาเช่าจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์ว่า ตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.10 ไม่ใช่หนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยและจำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าการบอกเลิกสัญญาเช่าจึงไม่ชอบ โดยจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ว่านายสามารถไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญาเช่าแต่อย่างใด ดังนั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เพราะผู้ลงนามในช่องผู้ให้เช่าไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 บัญญัติว่า "เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่..." บทบัญญัติดังกล่าวหาได้กำหนดแบบของนิติกรรมการเช่าอสังหาริมทรัพย์ว่าจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะแต่อย่างใดไม่ เพียงแต่กำหนดว่าในการเช่าอสังหาริมทรัพย์จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมอบอำนาจให้นายสมภพ ตันเปี่ยมทรัพย์ เป็นตัวแทนในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์และนายสมภพได้ลงลายมือชื่อช่องผู้เช่าในสัญญาเช่าที่จอดรถ ตามเอกสารหมาย จ.3 แทนจำเลยแล้วโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องร้องบังคับคดีนี้ได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ลงลายมือชื่อช่องผู้ให้เช่าแทนโจทก์จะมีอำนาจกระทำแทนโจทก์หรือไม่ สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยหาตกเป็นโมฆะดังที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าสถานที่จอดรถเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 2 ระบุว่า "ในการใช้ที่ดินที่เช่าตามวัตถุประสงค์ของสัญญานี้ผู้เช่าจะติดตั้งเต็นท์ชั่วคราวเพื่อคลุมรถยนต์โดยมีลักษณะเป็นเต็นท์โครงเหล็กหลังคาคลุมผ้าใบ..." ข้อ 6 ระบุว่า "ผู้เช่าต้องใช้ทรัพย์สินที่เช่าเพื่อใช้เป็นสถานที่จอดรถของผู้เช่าเองเท่านั้น ผู้เช่าต้องไม่ใช้ทรัพย์สินที่เช่าเพื่อการอื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์แห่งสัญญานี้ และต้องไม่นำทรัพย์สินที่เช่าไปแล้วหาผลประโยชน์ หรือให้ผู้อื่นเช่าช่วงทั้งหมดหรือบางส่วน หรือให้บุคคลอื่นเข้าใช้ทรัพย์สินที่เช่าแทนโดยเด็ดขาด..."และข้อ 8 ระบุว่า "นอกเหนือจากการก่อสร้างตามข้อ 2 ผู้เช่าต้องไม่ดัดแปลง ต่อเติมสิ่งใด ๆ ล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง