คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565
ฎีกาที่ 93/2565
หลักกฎหมาย
คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โดยได้กล่าวถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิด เวลาและสถานที่เกิดเหตุซึ่งสามารถเข้าใจได้ว่าสถานที่เกิดการนำหรือพาของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักร หรือสถานที่ที่เกิดการเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ กับการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงคือที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งยังบรรยายถึงกระเป๋าเดินทางที่ใช้บรรจุนอแรดของกลางอันเป็นการบรรยายถึงสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว ส่วนการบรรยายรายละเอียดในเรื่องที่จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันนำนอแรดของกลางซึ่งเป็นของที่มีแหล่งกำเนิดในต่างประเทศ ยังไม่ได้เสียภาษี ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร และโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นการร่วมกันเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้าโดยเจตนาร่วมกันจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล หรือโดยเจตนาร่วมกันหลีกเลี่ยงข้อห้าม หรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้น เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏเพื่อให้ศาลวินิจฉัยและลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานใดฐานหนึ่งหรือทั้งสองฐานตามที่พิจารณาได้ความ ถือได้ว่าเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ดังนั้น ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันนำนอแรดซึ่งเป็นของต้องห้ามต้องจำกัดจากต่างประเทศและต้องขออนุญาตจากอธิบดีในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี และเป็นของที่มีแหล่งกำเนิดในต่างประเทศ ยังไม่ได้เสียภาษี ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร และโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นการร่วมกันเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้าโดยเจตนาร่วมกันจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล หรือโดยเจตนาร่วมกันหลีกเลี่ยงข้อห้าม หรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้น และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 2, 27 ดังนี้ ในขณะกระทำความผิดการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 ปรากฏว่ามี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2560 บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 และให้ใช้ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 แทน ซึ่งตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 วรรคหนึ่งและมาตรา 244 วรรคหนึ่ง ยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิด เพียงแต่แก้ไขบทกำหนดโทษเท่านั้น กรณีจึงมิใช่การยกเลิกการกระทำอันเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายเดิม การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามกฎหมายเดิมโดยมิได้อ้างกฎหมายใหม่ที่มีผลใช้บังคับภายหลังที่โจทก์ยื่นฟ้องแล้วมาด้วย จึงถือว่าเป็นการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนี้เป็นความผิดแล้ว ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) และตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 245 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน หรือสมคบกันในการกระทำความผิดตามมาตรา 242 มาตรา 243 หรือมาตรา 244 ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในการกระทำความผิดนั้น" แสดงให้เห็นชัดเจนว่า พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มิได้ยกเลิกบทบัญญัติในเรื่องตัวการร่วม ป.วิ.อ. มาตรา 134 บัญญัติบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหานั้น มีเจตนารมณ์เพียงเพื่อให้ผู้ต้องหาทราบว่าจะถูกสอบสวนในเรื่องใดและทราบว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิด โดยไม่จำต้องแจ้งทุกข้อหา ทุกตัวบทกฎหมาย ทุกมาตราและทุกกระทงความผิดเสมอไป ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า ก่อนทำการสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดแล้ว จากนั้นจึงได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยแต่ละคนว่า "ร่วมกันนำหรือพาของที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษีอันถูกต้องหรือของต้องจำกัด ต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 นำเข้าสัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่า ชนิดที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต นำเข้าซากของสัตว์ป่าชนิดที่ต้องมีใบอนุญาต หรือใบรับรองให้นำเข้าตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 47 และนำเข้าสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง, 68 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ซึ่งข้อหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งแก่จำเลยทั้งสามนั้นเป็นที่เข้าใจได้อยู่แล้วว่ารวมถึงการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรซึ่งก็เป็นความผิดที่บัญญัติอยู่ใน พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ด้วย กรณีจึงถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร แก่จำเลยทั้งสามและมีการสอบสวนในข้อหาดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหาความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันนำพา นำเข้า นอแรดขาว 19 ชิ้น นอแรดดำ 2 ชิ้น รวม 21 ชิ้น น้ำหนัก 49.4 กิโลกรัม ราคารวม 49,400,000 บาท อันเป็นซากของสัตว์ป่าชนิดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 23 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ประกาศกำหนดห้ามนำเข้าและส่งออกตามประกาศกระทรวงและบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวง และเป็นซากสัตว์ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดจากต่างประเทศและต้องขออนุญาตจากอธิบดีในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี เหตุเกิดที่ตำบลหนองปรือ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และเมืองไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 6, 23, 47 พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 4, 31, 68, 78 การกระทำของจำเลยทั้งสามกับพวกตามฟ้องจึงเป็นการกระทำความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยและได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยด้วย เมื่อเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา 20 แห่ง ป.วิ.อ. บัญญัติให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้ ในกรณีมอบหมายให้พนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทน อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนจะมอบหมายให้พนักงานอัยการคนใดสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนก็ได้ อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนจึงสามารถมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าอัยการสูงสุดมอบหมายให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีนี้ และให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิร่วมกับพนักงานอัยการที่แต่งตั้งมาดำเนินการสอบสวนร่วมตามหนังสือเรื่องมอบหมายหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและมอบหมายให้พนักงานอัยการร่วมสอบสวนในคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักร ดังนี้ พนักงานสอบสวนที่ได้รับการแต่งตั้งครั้งนี้จึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ โจทก์มีอำนาจฟ้อง นอแรดเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดตามความหมายของ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงเป็นการร่วมกันนำหรือพาของต้องห้ามต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 และแม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำความผิด แต่เนื่องจาก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่แต่มีระวางโทษปรับเบากว่า พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ดังนั้นในส่วนของระวางโทษจึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามมากกว่าตาม ป.อ. มาตรา 3 นอกจากนี้ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 41 บัญญัติว่า "ถ้ามีความจำเป็นด้วยประการใด ๆ เกี่ยวด้วยการศุลกากรที่จะกำหนดเวลาเป็นแน่นอนว่าการนำของใด ๆ เข้ามา จะพึงถือว่าเป็นอันสำเร็จเมื่อไรไซร้ ท่านให้ถือว่าการนำของเข้ามาเป็นอันสำเร็จ แต่ขณะที่เรือซึ่งนำของเช่นนั้นได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของจากเรือ หรือท่าที่มีชื่อส่งของถึง" มาตรา 10 ทวิ บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" และตาม พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2480 มาตรา 3 (1) วรรคสอง บัญญัติว่า "เรือกำปั่น" หรือ "เรือ" ให้มีความหมายรวมถึงอากาศยาน ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแต่ขณะที่อากาศยานซึ่งนำของเช่นนั้นได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของจากอากาศยาน ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกลักลอบขนนอแรดของกลางซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบแอฟริกา อันเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดและจะนำออกไปจากท่าอากาศยานจึงเป็นความผิดต่อเนื่องจากการที่พวกของจำเลยที่ 1 ลักลอบขนนอแรดของกลางอันเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำ สำหรับความผิดฐานเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรอันเกี่ยวแก่การนำของเข้าโดยเจตนาร่วมกันจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลนั้น เมื่อของกลางดังกล่าวไม่ต้องเสียภาษีเนื่องจากเป็นของต้องห้าม การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงไม่เป็นความผิดฐานนี้ เมื่อปรากฏว่าการนำเข้านอแรดจะต้องได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 และต้องได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 31 เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 กับบุคคลที่ลักลอบขนนอแรดของกลางซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบแอฟริกาเข้ามาในราชอาณาจักรจึงมีความผิดฐานร่วมกันนำเข้านอแรดซึ่งเป็นซากของสัตว์ป่าชนิดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และนอแรดของกลางเป็นซากสัตว์ซึ่งเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดจากต่างประเทศและต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ได้รับอนุญาตจำเลยที่ 1 กับพวกจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ด้วย
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.อ. 158พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 31พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 68พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 78พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 27พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 243พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 244พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 245พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 23พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 47
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 2, 27 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 6, 23, 47 พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 4, 31, 68, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3459/2559 ของศาลจังหวัดอุดรธานี จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 47 พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 31 (ที่ถูก มาตรา 31 วรรคหนึ่ง), 68 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำหรือพาของต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้น หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ริบของกลาง ในส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3459/2559 ของศางจังหวัดอุดรธานี เมื่อความปรากฏแก่ศาลว่าในคดีดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี และปรับ 40,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้เป็นเวลา 3 ปี จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอ และเมื่อศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษภายหลังที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดในคดีนี้ จึงไม่อาจบวกโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ (ที่ถูก ไม่ต้องวินิจฉัยเรื่องบวกโทษ) จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาความผิดฐานนำเข้าซึ่งซากของสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 47 และฐานนำเข้าซึ่งซากสัตว์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง, 68 ให้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามหลีกเลี่ยงข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง แต่ระวางโทษให้บังคับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 วรรคหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ส่วนกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรอันเกี่ยวแก่การนำของเข้าโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลที่จะต้องเสียสำหรับของนั้นตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 แต่ระวางโทษให้บังคับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 วรรคหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ส่วนกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยที่ 3 ให้แก้เป็นจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า นอแรดของกลางมี 21 นอ แบ่งเป็นนอแรดขาว 19 นอ นอแรดดำ 2 นอ นอแรดดำและนอแรดขาวเป็นซากสัตว์ป่ากีบคี่ในวงศ์แรดซึ่งเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ใกล้สูญพันธุ์ อันมีแหล่งกำเนิดในประเทศแถบแอฟริกา ผู้โดยสารที่เดินทางมาจากต่างประเทศเมื่อผ่านพิธีการคนเข้าเมืองแล้วก่อนที่จะออกสู่ด้านนอกอาคารผู้โดยสารเพื่อไปจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผู้โดยสารจะต้องเดินผ่านช่องทางที่เรียกว่า ช่องเขียวและช่องแดง ช่องเขียวหมายความว่า ผู้โดยสารไม่มีของที่ต้องสำแดงเพื่อเสียค่าภาษีศุลกากรหรือไม่มีของต้องจำกัดหรือต้องห้ามนำเข้าราชอาณาจักรติดตัวมาด้วยและจะสามารถเดินผ่านออกทางช่องทางนี้ได้เพราะไม่มีสิ่งของต้องสำแดง ส่วนช่องแดงหมายความว่า ผู้โดยสารมีสิ่งของต้องสำแดงเพราะต้องเสียค่าภาษีศุลกากรหรือต้องขอใบอนุญาตการนำของเข้ามาในราชอาณาจักรเนื่องจากเป็นของต้องจำกัดหรือเป็นของต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2560 จำเลยที่ 1 เดินทางกลับจากราชอาณาจักรกัมพูชาด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 581 ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อเวลาประมาณ 11 นาฬิกา กระเป๋าสัมภาระของจำเลยที่ 1 จะถูกลำเลียงมาบนสายพานหมายเลข 15 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไปรับจนเป็นกระเป๋าตกค้าง ขณะเดียวกันจำเลยที่ 2 เดินทางกลับจากสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามด้วย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง