ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 9309/2539

หลักกฎหมาย

เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 3644 เป็นกรรมสิทธิ์ของ ว.กับอ.เมื่อ ว.กับอ.ถึงแก่ความตายป.บุตรของว.กับ อ. และ จ. ภริยาของ ป. ได้ครอบครองที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนด้านทิศตะวันออกที่พิพาทกันต่อมา ป. และ จ. ถึงแก่ความตายที่พิพาทซึ่งเป็นมรดกของป. และ จ. ก็ตกได้แก่จ่าสิบตำรวจส. โดยเป็นสินส่วนตัวของจ่าสิบตำรวจ ส.ครั้นจ่าสิบตำรวจส. ถึงแก่ความตายที่พิพาทจึงเป็นมรดกที่ตกได้แก่ทายาทของจ่าสิบตำรวจส.ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยามีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่พิพาทโดยผลแห่งกฎหมายด้วย การที่ผู้ร้องเข้าครอบครองที่พิพาททั้งแปลงนั้นเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องนั้น มิใช่ทรัพย์สินของผู้อื่นที่ผู้ร้องจะเข้าครอบครองโดยปรปักษ์ได้สำหรับที่พิพาทในส่วนที่เป็นมรดกตกได้แก่ทายาทคนอื่นของจ่าสิบตำรวจ ส. นั้น เมื่อเวลาที่ผู้ร้องครอบครองมานับแต่จ่าสิบตำรวจ ส. ถึงแก่ความตายจนถึงเวลาที่ผู้ร้องยื่นคำร้องยังไม่ถึง 10 ปี จึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ด้วยการครอบครอง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3644 เนื้อที่ 2 ไร่2 งาน มีชื่อนายวง นางโอ นายสุด สวัสดินามและนายสุบิน เสระฐิน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม โดยแบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด นายวงและนางโอครอบครองที่ดินร่วมกันด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ 1 ไร่ ส่วนนายสสุดและนายสุบินครอบครองที่ดินร่วมกันด้านทิศตะวันตอก เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน เมื่อประมาณ 50 ปี มาแล้ว นายวงและนางโอยกที่ดินส่วนของตนให้แก่บุตรคือนายปอง สวัสดินาม โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมานายปองยกที่ดินให้แก่บุตรชื่อจ่าสิบตำรวจสมนึก สวัสดินาม การยกให้มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน เพียงแต่มอบโฉนดที่ดินและที่ดินให้จ่าสิบตำรวจสมนึกครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา จนเมื่อประมาณ 20 ปี มาแล้วจ่าสิบตำรวจสมนึกยกที่ดินให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาด้วยการมอบโฉนดที่ดินและให้ผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเป็นเวลา 20 ปี ด้วยความสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้ง ขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3644 เฉพาะส่วนด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ 1 ไร่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครอง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่าจ่าสิบตำรวจสมนึก สวัสดินาม มิได้ยกที่ดินเฉพาะส่วนให้แก่ผู้ร้อง เพียงแต่มอบหมายให้ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาดูแลบ้านและที่ดินแทน เมื่อจ่าสิบตำรวจสมนึกถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาท ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบุตรจึงมีสิทธิในที่ดินดังกล่าว ขอให้ยกคำร้องขอ ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายวงและนางโอ ซึ่งตกได้แก่ทายาทฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายผู้คัดค้าน มิใช่ตกแก่ฝ่ายผู้ร้องเพียงฝ่ายเดียว ผู้ร้องครอบครองที่ดินแทนทายาทอื่น ขอให้ยกคำร้องขอ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3644ตำบลคุ้งกระถิน อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรีเฉพาะส่วนด้านทิศตะวันออกตามแผนที่เอกสารหมาย ร.2เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครอง ผู้คัดค้านที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3644 ตำบลคุ้งกระถินอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เป็นกรรมสิทธิ์ของนายวงกับนางโอ มีเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.1 ต่อมานายวงกับนางโอถึงแก่ความตายนายปอง สวัสดินาม บุตรของนายวงกับนางโอและนางจรัสภริยาของนายปองได้ครอบครองที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนด้านทิศตะวันออกที่พิพาทกัน มีเนื้อที่ 1 ไร่ ตามกรอบเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ร.2 เมื่อนายปองและนางจรัสถึงแก่ความตายแล้ว จ่าสิบตำรวจสมนึก สวัสดินามซึ่งเป็นบุตรของนายปองกับนางจรัสได้ครอบครองที่พิพาทโดยปลูกบ้านอยู่อาศัย ต่อมาจ่าสิบตำรวจสมนึกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2535 ตามเอกสารหมาย ค.3 ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาของจ่าสิบตำรวจสมนึกจึงเป็นผู้ครอบครองที่พิพาทตลอดมาถึงปัจจุบัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3ว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทด้วยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ ผู้ร้องเบิกความว่า นายวงและนางโอยกที่พิพาทให้แก่นายปองโดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อนายวงและนางโอถึงแก่ความตายแล้วนายปองได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทต่อมา และก่อนนายปองถึงแก่ความตายนายปองได้ยกที่พิพาทให้แก่จ่าสิบตำรวจสมนึกซึ่งเป็นบุตรโดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เช่นกันจ่าสิบตำรวจสมนึกครอบครองที่พิพาทโดยปลูกบ้านอยู่อาศัยต่อมาจ่าสิบตำรวจสมนึกย้ายไปรับราชการที่จังหวัดสมุทรสาครแล้วมีภริยาน้อย ครั้นผู้ร้องทราบเรื่องจึงเกิดโต้เถียงกันจ่าสิบตำรวจสมนึกจึงยกที่พิพาทให้แก่ผู้ร้องโดยมอบโฉนดที่ดินที่พิพาทให้ แต่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ร้องได้ครอบครองที่พิพาทโดยความสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 20 ปี ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน เห็นว่า ผู้ร้องเบิกความตอบทนายผู้คัดค้านที่ 1และที่ 2 ถามค้านว่า นายวงและนางโอจะมอบที่ดินให้แก่นายปองประมาณกี่ปีมาแล้วไม่ทราบ และนายปองจะยกที่ดินให้จ่าสิบตำรวจสมนึกกี่ปีมาแล้วไม่ทราบเนื่องจากผู้ร้องเข้ามาอยู่ภายหลัง แสดงว่าที่ผู้ร้องเบิกความดังกล่าวเป็นแต่เพียงพยานบอกเล่าเท่านั้น ส่วนกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่าจ่าสิบตำรวจสมนึกยกที่พิพาทพร้อมทั้งมอบโฉนดที่ดินที่พิพาทให้แก่ผู้ร้อง ทั้งผู้ร้องได้ครอบครองที่พิพาทมา 20 ปีแล้วนั้น ปรากฏว่าผู้ร้องเบิกความไว้เมื่อปี 2536 ดังนั้น ผู้ร้องจึงต้องเข้าครอบครองที่พิพาทพร้อมทั้งยึดถือโฉนดที่ดินที่พิพาทไว้เมื่อปี 2516 แต่ผู้ร้องมีตัวผู้ร้องมาเบิกความเป็นพยานลอย ๆเพียงปากเดียว น
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง