ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542

ฎีกาที่ 9319/2542

หลักกฎหมาย

โจทก์รับประกันภัยสินค้านำเข้าทุกชนิดของบริษัท อ. โดยออกกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลแบบเปิดให้ผู้เอาประกันภัยไว้เป็นหลักฐาน และมีหลักปฏิบัติว่าเมื่อมีสินค้าเข้าผู้เอาประกันภัยจะแจ้งให้โจทก์ทราบหรืออาจแจ้งภายหลังสินค้าถูกขนส่งมาแล้วก็ได้ โจทก์จะออกใบรับรองการประกันภัยสำหรับสินค้างวดนั้นให้แก่ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้ออกใบรับรองการประกันภัยสินค้าของบริษัท อ. ซึ่งขนส่งโดยเรือเดินทะเลของจำเลยที่ 3 จากต่างประเทศมายังประเทศไทยโดยที่จำเลยที่ 3 ได้ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ส่ง และได้มีการโอนใบตราส่งให้แก่บริษัท อ. แล้ว เมื่อเรือเดินทะเลของจำเลยที่ 3 มาถึงประเทศไทยได้มีการส่งมอบสินค้าแก่บริษัท อ.ผู้เอาประกันภัยในสภาพที่เสียหายบริษัทอ. จึงเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ตามสัญญาประกันภัยโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยไป ดังนี้เมื่อบริษัท อ. ได้รับโอนใบตราส่งมาจากผู้ขายสินค้าบริษัท อ.จึงเป็นผู้ทรงใบตราส่งซึ่งมีสิทธิรับสินค้านั้นและเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าทางทะเลแบบเปิดที่โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยในขณะที่เกิดวินาศภัยนั้น แม้การซื้อขายสินค้าที่ขนส่งเป็นการซื้อขายระบบ CIF ซึ่งผู้ขายเป็นผู้เอาประกันภัยก็เป็นการเอาประกันภัยของผู้ขายกับผู้รับประกันภัยอื่น โจทก์จึงรับช่วงสิทธิตามสัญญาประกันภัยมาฟ้องจำเลยได้ กรมธรรม์ประกันภัยสินค้าทางทะเลแบบเปิดที่ทำกันระหว่างโจทก์กับบริษัท ไอ.ได้มีการระบุรายละเอียดเงื่อนไขทั่วไปว่าผู้ถือกรมธรรม์คือบริษัทไอ.และผู้เอาประกันภัยคือบริษัททุกบริษัทที่ผู้ถือกรมธรรม์ถือหุ้นอยู่กว่าร้อยละ 50หรือบริษัทที่ผู้ถือกรมธรรม์มีความรับผิดชอบทางด้านจัดการ ดังนี้ นอกจากบริษัท ไอ.จะเป็นคู่สัญญาประกันภัยกับโจทก์ในฐานะเป็นผู้ถือกรมธรรม์แล้ว ยังมีบริษัทอื่นที่บริษัท ไอ.เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในอัตราเกินกว่าร้อยละ50หรือบริษัทอื่นที่บริษัทไอ. เป็นผู้รับผิดชอบทางด้านจัดการเป็นคู่สัญญาประกันภัยกับโจทก์ในฐานะที่เป็นผู้เอาประกันภัยอีกด้วย เมื่อบริษัท ไอ.ถือหุ้นอยู่ในบริษัทอ. ร้อยละ 50 จึงถือว่าบริษัท อ.เป็นผู้เอาประกันภัยไว้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าทางทะเลเปิด โจทก์ย่อมต้องผูกพันตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว และหาได้มีกฎหมายบังคับว่าสัญญาประกันภัยทางทะเลต้องลงลายมือชื่อคู่สัญญาจึงจะผูกพันโจทก์ผู้รับประกันภัยไม่ เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่สินค้าที่เอาประกันภัยโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัท อ. ผู้เอาประกันภัย เมื่อโจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัท อ.แล้วย่อมมีสิทธิที่จะรับช่วงสิทธิของบริษัทอ.มาฟ้องได้ แม้เรือที่ใช้ในการขนส่งเป็นของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกใบตราส่งแต่บริษัท อ.มิได้ว่าจ้างให้จำเลยที่3ขนสินค้าดังกล่าวบริษัทอ. มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการให้ทั้งหมดเพื่อส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัท อ. โดยสัญญาขนส่งระบุว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะเลือกจ้างผู้รับขนส่งช่วงชั้นดีในการขนส่งได้แต่จำเลยที่ 1 ยังคงต้องรับผิดเต็มที่ต่อบริษัท อ. ในการปฏิบัติตามสัญญา และผู้ขนส่งช่วงอื่นที่จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างให้ถือว่าเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องรับผิดโดยตรงต่อบริษัท อ.ดังนี้บริษัทอ. จึงเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าและจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้างขนสินค้าโดยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดในการนำสินค้ามายังประเทศไทยตามสัญญาขนส่งการที่จำเลยที่ 3 ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้า จำเลยที่ 1ก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขนส่งของจำเลยที่ 3 ด้วย ความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งเป็นผลมาจากการที่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งยกหีบไม้โดยไม่เอาใจใส่และไม่ระมัดระวังในระหว่างการขนส่ง ถือว่าเป็นกระทำการโดยไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าความเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าเต็มจำนวนไม่อาจอ้างเอาข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง มาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติ การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534มาเป็นประโยชน์แก่ตนได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยสินค้านำเข้าทุกชนิดให้ไว้แก่บริษัทคอมบิบล็อคเอเซีย จำกัด ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเอสไอจี คอมบิบล็อค จำกัด ผู้เอาประกันภัยจากประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมายังประเทศไทย โจทก์ออกกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าทางทะเลแบบเปิด (Marine Cargo Open Policy) หมายเลข 10170 ให้ผู้เอาประกันภัยไว้เป็นหลักฐาน โดยเมื่อมีสินค้าส่งเข้ามา ผู้เอาประกันภัยจะแจ้งให้โจทก์ทราบหรืออาจจะแจ้งภายหลังที่สินค้าถูกส่งมาแล้วก็ได้ แล้วโจทก์จะออกใบรับรองการประกันภัย สำหรับสินค้างวดนั้นให้ผู้เอาประกันภัยโจทก์ต้องรับผิดชอบถึงแม้สินค้าที่รับประกันภัยจะบรรทุกลงเรือก่อนออกใบรับรองการประกันภัย จำเลยทั้งสามเป็นหนี้ที่โจทก์รับช่วงสิทธิมาจากเจ้าของสินค้าที่โจทก์รับประกันภัยไว้คือสินค้าของบริษัทคอมบิบล็อค เอเซีย จำกัด เมื่อสินค้าที่โจทก์รับประกันภัยให้ไว้เป็นเงินจำนวน 307,900,000 บาท เพื่อส่งมอบให้แก่บริษัทคอมบิบล็อค เอเซีย จำกัด คืออุปกรณ์เครื่องพิมพ์และส่วนประกอบจำนวน 21 หีบห่อ ได้บรรทุกลงเรือเดินทะเลชื่อ "หัวจิน" (Hua Jin) ถูกต้อง อยู่ในสภาพเรียบร้อย และครบจำนวนแล้วจำเลยที่ 3 เจ้าของเรือดังกล่าวได้ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ส่งไว้เป็นหลักฐานโดยมีจำเลยที่ 2 ร่วมประกอบธุรกิจดังกล่าวกับจำเลยที่ 3 ในการรับจ้างขนส่งสินค้าทางทะเลเป็นทางค้าปกติด้วย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2540 เรือหัวจิน เดินทางมาถึงท่าเรือศรีราชา จังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 1ได้ติดต่อดำเนินพิธีการทางศุลกากรและดำเนินการขนถ่ายสินค้าที่ขนส่งมาปรากฏว่าสินค้านั้นบุบสลายและแตกหักเป็นจำนวนมาก คิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 4,085,956.44 บาท บริษัทเอสไอจี คอมบิบล็อค จำกัด มอบหมายให้บริษัทตัวแทนเรียกร้องค่าเสียหายไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ร่วมประกอบการรับขนส่งสินค้าในคดีนี้กับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 ยังมีฐานะเป็นผู้ดำเนินการขนถ่ายสินค้าด้วยแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทเอสไอจีคอมบิบล็อค จำกัด และทำการเรียกร้องค่าเสียหายไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งสินค้าคดีนี้ร่วมกับจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ขนส่งทอดสุดท้ายแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉย ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,085,956.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 4,085,956.44 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ประกอบธุรกิจรับจ้างขนส่งสินค้าทางทะเลร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และไม่เคยมีข้อตกลงกับผู้ขนส่งทอดแรกซึ่งทำการขนส่งสินค้าตามคำฟ้อง จำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนให้แก่บริษัทคาลเบอร์สัน เฮอร์แมนน์ ลุดวิก จีเอ็มบีเอช แอนด์ โค. (CalbersonHermann Ludwig GMBH & Co.) ซึ่งอยู่ในต่างประเทศ โดยมีหน้าที่ติดต่อประสานงานทางด้านเอกสารต่าง ๆ แจ้งการมาถึงของสินค้า รับแลกต้นฉบับใบตราส่งและทำพิธีการทางศุลกากร เพื่อออกของหรือสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งว่าจ้างเท่านั้นใบตราส่งซึ่งเป็นหลักฐานแห่งการขนส่งสินค้าดังกล่าวก็ไม่ปรากฏชื่อของจำเลยที่ 1 อันจะมีผลให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเกี่ยวกับการขนส่งสินค้านั้นสินค้าได้รับความเสียหายเล็กน้อย โจทก์สามารถหาซื้อชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบของสินค้าในประเทศไทยมาทำการซ่อมแซมส่วนที่ได้รับความเสียหายได้ โดยไม่จำต้องสั่งซื้อสินค้าจากประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งค่าเสียหายอย่างมากไม่เกินจำนวน 200,00 บาท หากจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็รับผิดไม่เกินจำนวน 40,000 บาท ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลพ.ศ. 2534 มาตรา 58 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,085,956.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 4,085,956.44 บาท นับถัดจากวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 26 มีนาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งประกอบธุรกิจรับประกันภัยได้ทำสัญญารับประกันภัยสินค้าทางทะเลแบบเปิดเลขที่ 10170 กับบริษัทเอสไอจี ชไวเซอร์ริชเช่อินดัสตรี เกเซลล์ชาฟต์ โฮลดิ้ง เอจี ผู้ถือกรมธรรม์ตามกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าทางทะเลแบบเปิดเอกสารหมาย จ.6 และโจทก์ได้ออกหลักฐานการรับประกันภัยสินค้านำเข้าทุกชนิดให้แก่บริษัทคอมบิบล็อค เอเซีย จำกัด ผู้เอาประกันภัย ซึ่งต่อมาภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเอสไอจี คอมบิบล็อค จำกัด โดยมีระยะเวลาการประ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9319/2542 · ทนอย Thanoy