ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559

ฎีกาที่ 933/2559

หลักกฎหมาย

สัญญาบอกรับเป็นสมาชิกเป็นสัญญาที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดหรือจัดทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้าตามข้อกำหนดแนบท้ายสัญญาบอกรับเป็นสมาชิกจำนวน 13 ข้อ แม้สัญญาดังกล่าวโจทก์สามารถเจรจาต่อรองขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงได้ แต่ก็เป็นการตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพียงบางส่วน ข้อสัญญาส่วนใหญ่ที่เป็นสาระสำคัญยังคงเดิมหรือเป็นข้อที่จำเลยที่ 1 ฝ่ายที่นำสัญญาดังกล่าวมาใช้ยืนยันว่าจะต้องมีข้อสัญญาเป็นเช่นนั้น มิฉะนั้นจะไม่ทำสัญญาด้วย ซึ่งเท่ากับว่าโจทก์ตกอยู่ในภาวะที่จะเลือกได้เพียงว่าจะเข้าทำสัญญาดังกล่าวหรือไม่เท่านั้น และสัญญาดังกล่าวถูกจำเลยที่ 1 นำมาใช้ในการประกอบกิจการของตน ดังนั้น สัญญาบอกรับเป็นสมาชิกดังกล่าวจึงเป็นสัญญาสำเร็จรูปตามนัยแห่งมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เมื่อพิจารณาตามข้อกำหนดแนบท้ายสัญญาบอกรับเป็นสมาชิกข้อ 3 ระบุว่า "วันเริ่มต้นและระยะเวลาสัญญานี้ให้มีผลเริ่มตั้งแต่วันมีผลบังคับ และให้มีระยะเวลาต่อเนื่องไปโดยไม่มีกำหนดสิ้นสุด เว้นแต่จะถูกบอกเลิกโดย 3.1 ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้แจ้งบอกเลิกสัญญาให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่าสามสิบวัน หรือ" แม้ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ได้กำหนดเงื่อนไขหรือต้องให้เหตุผลที่จะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญา แต่เป็นการให้สิทธิทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่จะสามารถบอกเลิกสัญญาได้เท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย มิใช่กำหนดให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 ที่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่าให้สัญญาเลิกหรือสิ้นสุดลงโดยไม่มีเหตุอันสมควร เมื่อเกิดเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้ภาระตามสัญญาของฝ่ายตนหนักขึ้น ทั้งนี้ โดยไม่ต้องมีการบอกเลิกสัญญาเลย และให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 ที่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่ามีสิทธิเลือกแต่เพียงฝ่ายเดียวว่าจะบอกเลิกสัญญาหรือไม่ก็ได้ แม้โจทก์มิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ ฉะนั้นข้อกำหนดหรือข้อตกลงดังกล่าวไม่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบโจทก์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคสาม (3) ข้อกำหนดสัญญาบอกรับสมาชิกข้อ 3. 3.1 จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 และกระทำการไม่สุจริตลักลอบนำสัญญายูบีซีของจำเลยที่ 1 ไปใช้และหรือจำหน่ายจ่ายแจก การบอกรับสมาชิกที่อาคารคงอ่ำอพาร์ตเมนต์เพื่อประโยชน์ทางการค้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตและเสียค่าตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการประพฤติผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญจึงจำเป็นต้องบอกเลิกสัญญา จึงเป็นการฟ้องแย้งให้โจทก์รับผิดตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทนและสัญญาบอกรับเป็นสมาชิก ไม่ได้ฟ้องแย้งว่าโจทก์ละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง มิใช่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ โจทก์เชื่อมต่อสัญญาณไปให้บริการที่อาคารคงอ่ำอพาร์ตเมนต์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 โจทก์จึงประพฤติผิดสัญญาแต่งตั้งตัวแทนให้บริการจำหน่ายสัญญาณยูบีซี ประเภทโครงการและหน่วยงานราชการ จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายมีกำหนด 10 ปี มิใช่เป็นการกระทำละเมิดและมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเพียง 1 ปี

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งสัญญาณยูบีซีระบบดีเอสทีวีและระบบซีเอทีวีผ่านอุปกรณ์เครือข่ายรับสัญญาณที่โจทก์ติดตั้งไว้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ชำระเงิน 300,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่พ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 9,000,000 บาท และเดือนละ 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งสัญญาณยูบีซีหรือชำระเงิน 300,000,000 บาท เสร็จ และให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 150,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 40,472,837.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ไม่รับ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 1,662,668.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 คำขออื่นของจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 2,195,980.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมชื่อบริษัทสยามภัณฑ์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เดิมจำเลยที่ 1 ชื่อบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ส่วนจำเลยที่ 2 เดิมชื่อบริษัทไทยเคเบิ้ลวิชั่น จำกัด และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อ 3 ครั้ง ครั้งแรกเปลี่ยนเป็นบริษัทยูนิเวอร์แซล เคเบิ้ลทีวี เน็ตเวอร์ค จำกัด (มหาชน) ครั้งที่สองเปลี่ยนเป็นบริษัทยูทีวี เคเบิ้ล เน็ตเวอร์ค จำกัด (มหาชน) และครั้งสุดท้ายเปลี่ยนเป็นชื่อตามฟ้อง ปัจจุบันจำเลยที่ 1 เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัททรู วิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัททรู วิชั่น เคเบิ้ล จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกจากองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ในนามบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ส่วนจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกจากองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ในนามบริษัทยูทีวี เคเบิ้ล เน็ตเวอร์ค จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยที่ 1 ทำสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกกับองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2532 และต่ออายุสัญญาจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 ตามสำเนาต้นฉบับสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกและสำเนาต้นฉบับสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ต่อมาจำเลยทั้งสองและองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยร่วมกันแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกเพื่อให้จำเลยทั้งสองมีการบริหาร การใช้ทรัพยากร การลงทุนและการให้บริการแก่สมาชิกร่วมกัน ตามสำเนาต้นฉบับสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้บริการส่งสัญญาณยูบีซีระบบดีเอสทีวีซึ่งลูกค้าต้องติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณระบบดีเอสทีวีจากจำเลยที่ 1 และเสียค่าบริการรายเดือนให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ส่งสัญญาณยูบีซีระบบซีเอทีวีซึ่งลูกค้าต้องติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณระบบซีเอทีวีจากจำเลยที่ 2 และเสียค่าบริการรายเดือนให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2542 บริษัทยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป ทำคำเสนอแต่งตั้งโจทก์ในนามบริษัทสยามภัณฑ์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายและติดตั้งยูบีซีเฉพาะสมาชิกประเภทโครงการทั่วประเทศโดยระบบดิจิตอล ดีเอสทีวี และโจทก์สนองรับด้วยการตกลง ตามหนังสือเรื่องการให้บริการยูบีซีประเภทโครงการ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 แต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายสัญญาณยูบีซีประเภทโครงการและหน่วยงานราชการ ตามสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง