ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 9339/2551

หลักกฎหมาย

ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว แต่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ย่อมเป็นผลให้โจทก์หมดสิทธิที่จะเรียกร้องหนี้รายนี้จากลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติให้หนี้ที่ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ระงับไปเพียงแต่เจ้าหนี้หมดสิทธิเรียกร้องเอาหนี้ดังกล่าวจากลูกหนี้เท่านั้น เมื่อหนี้ยังไม่ระงับ ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ดังนั้น ผู้ค้ำประกันจึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่ และหนี้จำนองก็ยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 ผู้จำนองยังคงต้องรับผิดตามสัญญาจำนองเช่นกัน ดังนั้น จำเลยทั้งสองซึ่งได้ทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองไว้แก่โจทก์ จึงยังคงต้องผูกพันรับผิดชอบตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองต่อไป โจทก์ย่อมฟ้องจำเลยทั้งสองได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2536 นายบุญลือทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 750,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี สัญญาจะผ่อนชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 60 เดือน นับแต่วันทำสัญญา และได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ วงเงิน 800,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยสำหรับจำนวนที่เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน ทุกเดือนในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี หากผิดนัดไม่ส่งดอกเบี้ยยินยอมให้โจทก์ทบดอกเบี้ยที่ค้างชำระเข้ากับต้นเงินทันที และให้คิดดอกเบี้ยทบต้นตามธรรมเนียมประเพณีของธนาคาร นอกจากนี้นายบุญลือยังได้เข้าทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ ตกลงจะนำตั๋วเงินมาขายลดให้แก่โจทก์เป็นคราว ๆ โดยมีข้อสัญญาให้โจทก์คิดส่วนลดเป็นดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี หากโจทก์ไม่ได้รับเงินเต็มตามจำนวนและกำหนดเวลาที่ระบุในตั๋วเงิน ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นายบุญลือยินยอมชำระเงินจำนวนนั้นแก่โจทก์จนครบ เพื่อเป็นหลักประกันหนี้สินทุกชนิดของนายบุญลือที่มีกับโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้กับโจทก์ ยินยอมรับผิดร่วมกับนายบุญลือต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 78005 พร้อมสิงปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ วงเงินจำนอง 750,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 180379 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ วงเงินจำนอง 1,100,000 บาท โดยมีข้อตกลงด้วยว่าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยินยอมให้โจทก์บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จนครบปรากฏว่านับแต่นายบุญลือได้รับเงินกู้ตามสัญญากู้เงินไปจากโจทก์แล้ว นายบุญลือชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายให้โจทก์เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 21,059.40 บาท หลังจากนั้นไม่ชำระหนี้อีกเลย คงเป็นหนี้ต้นเงินโจทก์จำนวน 688,000 บาท และดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 จนถึงวันฟ้องจำนวน 391,977.23 บาท ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีนั้น เมื่อครบกำหนดตามสัญญากู้เบิกเงินบัญชีแล้ว นายบุญลือได้เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์เรื่อยมา โดยไม่มีกำหนดเวลาจนกระทั่งนายบุญลือถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2540 โจทก์จึงได้หยุดคิดดอกเบี้ยทบต้น ปรากฏว่านายบุญลือมีภาระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีคงค้างชำระต้นเงินจำนวน 985,544.32 บาท และดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องจำนวน 381,248.36 บาท สำหรับหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน ปรากฏว่านายบุญลือได้นำเช็คมาขายลดให้แก่โจทก์ 6 ฉบับ เมื่อถึงกำหนดวันสั่งจ่ายโจทก์ได้นำเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินแล้ว ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 6 ฉบับ ซึ่งนายบุญลือจะต้องรับผิดชำระตามเช็คทั้ง 6 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน 299,400 บาท และดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องจำนวน 116,558.22 บาท เมื่อนายบุญลือลูกหนี้ชั้นต้นถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองจึงต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในหนี้ดังกล่าวของนายบุญลือ ก่อนฟ้องโจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,862,728.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,972,944.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ ถ้าเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 ให้การว่า นายบุญลือได้ชำระต้นเงินตามสัญญากู้เงินคืนให้แก่โจทก์มากกว่าที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องมา ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีนายบุญลือไม่เคยออกเช็คสั่งจ่ายเบิกถอนเงินจากบัญชีและไม่มีหนี้ค้างชำระ สำหรับหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เช็คบางฉบับนายบุญลือไม่ได้นำไปขายลดให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับชำระหนี้จากผู้สั่งจ่ายเช็คไปแล้ว จึงไม่มีหนี้ที่นายบุญลือต้องชำระแก่โจทก์อีก โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี การคำนวณยอดหนี้ของโจทก์ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองไว้คราวเดียวกันในวงเงิน 750,000 บาท หากจะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็ไม่เกิน 750,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า นายบุญลือได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่โจทก์ไปเป็นจำนวนมากแล้ว มีหนี้เงินค้างชำระน้อยกว่า 688,000 บาท ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีนั้น เนื่องจากนายบุญลือถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายและศาลมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2540 หนี้ต่าง ๆ ที่เกิดจากการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีหลังจากวันดังกล่าวโจทก์ไม่อาจเรียกร้องให้นายบุญลือรับผิดได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวเช่นเดียวกัน สำหรับหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินโจทก์ได้รับเงินตามเช็คจากผู
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9339/2551 · ทนอย Thanoy