คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2537
ฎีกาที่ 935/2537
หลักกฎหมาย
การสอบสวนดำเนินคดีนิติบุคคลจำต้องสอบสวนผ่านทางกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 แม้ไม่ได้ระบุแจ้งชัดว่าได้แจ้งข้อหาและสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ด้วยก็ถือว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 แล้ว เมื่อจำเลยทำการดัดแปลงอาคารหลังจากใบอนุญาตสิ้นอายุจึงเป็นการดัดแปลงอาคารโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 22มิใช่เป็นความผิดตามมาตรา 31 ที่เป็นเรื่องการดัดแปลงภายในระยะเวลาตามใบอนุญาต แต่กระทำผิดไปจากแบบรายการที่ได้รับอนุญาต แม้แบบคำสั่งท้ายกฎกระทรวงจะกำหนดให้มีคำว่า "ตราส่วนราชการ"ไว้ และคำสั่งที่เจ้าพนักงานใช้แจ้งคำสั่งให้จำเลยทั้งสองไม่ปรากฏตราส่วนราชการแต่คำสั่งดังกล่าวมีข้อความครบถ้วนทุกรายการให้จำเลยทั้งสองทราบและเข้าใจคำสั่งแล้ว จึงไม่ทำให้คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่ชอบแต่อย่างใด
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.อ. 134พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 22พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 31พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 47พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 67พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 70
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 22, 40, 65, 67, 69, 70, 71, 72ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 22, 40 วรรคหนึ่ง,65 วรรคหนึ่ง, 67, 69, 70, 71, 72 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยผู้ดำเนินการ ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน100,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานผู้ดำเนินการฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน1,130,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี รวมลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 1,230,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปีจำเลยที่ 2 ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน และได้พยายามดำเนินการขออนุญาตให้เป็นไปโดยชอบแล้ว โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบตรงกันมาว่า จำเลยที่ 1เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ทำการก่อสร้างดัดแปลงต่อเติมอาคารตามฟ้องเมื่อเดือนมิถุนายน 2530 จนแล้วเสร็จและเปิดใช้แล้ว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาในข้อแรกว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 โดยไม่ระบุให้แจ้งชัดว่าได้แจ้งข้อหาและสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ด้วย พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยที่ 1โดยมิชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ปรากฏว่าหนังสือร้องทุกข์ของนายกเทศมนตรีเมืองนครสวรรค์ เอกสารหมาย จ.2มีข้อความว่า เนื่องจากจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทวิถีเทพสรรพสินค้า จำกัด ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดพระราชบัญญัติ ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และได้ความด้วยว่าในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การสอบสวนเพิ่มเติมของจำเลยที่ 2ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2531 ตอนท้ายเอกสารหมาย จ.26 พนักงานสอบสวนได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบในฐานะเป็นหุ้นส่วนกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าของโรงแรมวิถีเทพได้กระทำความผิดแสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำผิดชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 แล้วเพราะการสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้น จะต้องสอบสวนดำเนินคดีผ่านทางกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยที่ 1 โดยชอบแล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ดัดแปลงต่อเติมอาคารที่พิพาทตามเอกสารหมาย ล.3 ถึง ล.6 แล้ว เพียงแต่จำเลยที่ 2 ดัดแปลง ต่อเติมอาคารภายหลังเวลาที่กำหนดในใบอนุญาตสิ้นสุดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 31 มิใช่ผิดตามมาตรา 22 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายพิเศษมีวัตถุประสงค์คุ้มครองประโยชน์และความปลอดภัยแก่ประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งจะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผู้ได้รับอนุญาตให้ดัดแปลงอาคารดำเนินการดัดแปลงอาคารนั้นนายช่างหรือนายตรวจมีอำนาจตรวจสอบว่าได้มีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหรือไม่ และเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายดังกล่าว ใบอนุญาตทุกใบจึงกำหนดระยะเวลาให้ดำเนินการดังที่ปรากฏในใบอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ดัดแปลงอาคารเอกสารหมาย ล.3ถึง ล.6 ต่างระบุวันสิ้นอายุของใบอนุญาตไว้ ซึ่งมีความหมายว่าเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามใบอนุญาต การอนุญาตเป็นอันสิ้นสุดลงเท่ากับว่าหลังจากใบอนุญาตหมดอายุ จำเลยก็ไม่มีใบอนุญาตที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นอนุญาตให้ดัดแปลงอาคารได้ตามกฎหมายอีกต่อไปหากผู้ได้รับอนุญาตให้ดัดแปลงอาคารไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จตามที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต ก็สามารถขอต่ออายุใบอนุญาตต่อไปอีกได้ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2 ทำการดัดแปลงอาคารพิพาทใหม่หลังจากใบอนุญาตสิ้นอายุแล้ว จึงเป็นการดัดแปลงอาคารพิพาทโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 22 มิใช่เป็นความผิดตามมาตรา 31ดังที่จำเลยเข้าใจเพราะมาตรา 31 เป็นกรณีห้ามดัดแปลงอาคารให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณแบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตตลอดจนวิธีการหรือเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนดซึ่งมีความห
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง