คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2533
ฎีกาที่ 937/2533
หลักกฎหมาย
จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับเจ้าของที่ดินซึ่งนำที่ดินมาจัดสรรขาย ต่อมาเจ้าของที่ดินจดทะเบียนโอนที่ดินให้สลับกันโดยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้กับ ส. ผู้ซื้อที่ดินอีกแปลงหนึ่งและจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่ ส.ได้ทำสัญญาจะซื้อขายไว้โอนให้แก่จำเลย เช่นนี้ การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทก่อนวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของเจ้าของที่ดินเดิม จำเลยจะอ้างการครอบครองปรปักษ์เหนือที่ดินพิพาทในช่วงเวลาก่อนวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาใช้ยันแก่เจ้าของที่ดินเดิมผู้จัดสรรหาได้ไม่ และไม่อาจจะแยกการครอบครองที่ดินพิพาทในช่วงระยะเวลาดังกล่าวขึ้นใช้ยันต่อ ส. ได้ตราบใดที่ ส. ยังไม่ได้รับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เพราะกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังมิได้ตกเป็นของ ส. ระยะเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยเริ่มนับตั้งแต่วันที่ ส. รับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ นับถึงวันโจทก์ฟ้องยังไม่ครบ 10 ปี จำเลยยังไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์เหนือที่ดินพิพาท โจทก์ผู้ซึ่งจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจาก ส. โดยไม่สุจริตคือรู้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอยู่หรือไม่ ก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย.
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 16084 ตำบลธารเกษม อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เนื้อที่ 96 ตารางวา เป็นของนางสาวสมจิตพงศ์จารุสถิต เมื่อระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2520 ถึงวันที่ 1มีนาคม 2520 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้บุกรุกเข้าไปครอบครองที่ดินทั้งแปลงโดยปลูกเรือนกล้วยไม้และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ นางสาวสมจิตบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนออกไป แต่จำเลยเพิกเฉย วันที่ 6สิงหาคม 2525 นางสาวสมจิตได้ขายที่ดินแปลงนี้ให้โจทก์ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนเรือนกล้วยไม้และสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหายอาจให้เช่าเดือนละ 200 บาท จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 16084 ได้แบ่งแยกออกมาจากโฉนดเลขที่ 13282 ซึ่งตอนที่ยังไม่ได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 13282 นั้น จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายกับนายปัญจะ เกตุวงศ์เจ้าของที่ดิน เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2515 และได้ชำระเงินค่าที่ดินเรียบร้อยแล้ว ที่ดินที่ตกลงซื้อคือที่ดินตามแผนที่แปลงหมายเลข 414 ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้ออกโฉนด จำเลยได้เข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินแปลงนี้ตั้งแต่ก่อนทำสัญญาจะซื้อขาย โดยตกลงกันว่าเมื่อแบ่งแยกโฉนดแล้วก็จะจัดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยจำเลยได้เข้าครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ที่ดินแปลงหมายเลข 414เนื้อที่แ 95 ตารางวา ต่อมาได้แบ่งแยกออกเป็นโฉนดเลขที่ 16084 โดยได้ล้อมรั้ว ก่อสร้างแท็งค์น้ำและปลูกบ้านเต็มเนื้อที่ ด้วยความสงบและเปิดเผยเป็นเวลากว่า 10 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 16084 แล้ว โจทก์และนางสาวสมจิตเป็นสามีภริยากันได้ตกลงซื้อที่ดินแปลงหมายเลข 415 ต่อมาเมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 13282 ได้แบ่งแยกโฉนดออกเป็นแปลงย่อยเสร็จ ผู้จัดสรรได้โอนสับที่ดินกันโดยได้โอนโฉนดเลขที่ 16084 ตามแผนที่จองแปลงที่ 414 ซึ่งจำเลยซื้อและได้เข้าทำประโยชน์อยู่แล้วให้แก่นางสาวสมจิต พงศ์จารุสถิตอันเป็นการไม่ถูกต้อง จำเลยได้เรียกร้องให้นางสาวสมจิตโอนโฉนดกันให้ถูกต้องตามที่ได้ตกลงไว้แต่เดิม แต่นางสาวสมจิต พงศ์จารุสถิตเพิกเฉย นางสาวสมจิต พงศ์จารุสถิต จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 16084 ต่อมานางสาวสมจิต พงศ์จารุสถิต ได้โอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์ซึ่งเป็นสามีของตนโดยไม่สุจริต เมื่อนางสาวสมจิตพงศ์จารุสถิต ไม่มีสิทธิในที่ดิน โจทก์ผู้รับโอนจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โจทก์ไม่เสียหาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 16084 ให้จำเลย หากโจทก์ไม่ยินยอม ขอถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาเพื่อนำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินแปลงหมายเลข 414 เป็นของนางสาวสมจิต พงศ์จารุสถิต แต่นายปัญจะ เกตุวงษ์ โอนสับสนกับที่ดินแปลงหมายเลข 415 ให้แก่นางสาวสมจิต พงศ์จารุสถิต ได้ทักท้วงนายปัญจะ เกตุวงษ์ จึงได้แก้ไขในวันเดียวกันให้นางสาวสมจิตพงศ์จารุสถิต ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 16084 ซึ่งเป็นแปลงหมายเลข 414 ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน 2516 ซึ่งเป็นเวลาเพียง 7 วันนับจากวันที่นายปัญจะ เกตุวงษ์ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่16083 คือแปลงหมายเลข 413 ให้จำเลย แสดงว่าที่ดินของจำเลยมิได้โอนสับสนกับที่ดินของนางสาวสมจิต พงษ์จารุสถิต จำเลยได้บุกรุกเข้ามาในที่ดินของนางสาวสมจิต พงศ์จารุสถิต เมื่อเดือนกุมภาพันธ์2520 จึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ การที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับนายปัญจะ เกตุวงษ์ จำเลยยังไม่เป็นเจ้าของที่ดิน จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 16084 โจทก์ซื้อที่ดินจากนางสาวสมจิต พงศ์จารุสถิต โดยสุจริต เพราะโจทก์และนางสาวสมจิตพงศ์จารุสถิต เป็นสามีภริยากันโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าสิทธิของนางสาวสมจิตพงศ์จารุสถิต ก่อนโอนที่ดินให้โจทก์ จำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 โดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนับถึงวันที่โจทก์ฟ้อง (8 มีนาคม 2526) เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีจำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 โจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่จำเลยการครอบครองที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นการละเมิด และไม่จำต้องวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหาย พิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์โอนที่ดินพิพาทคือที่ดินแปลงที่ 414 ตามโฉนดเลขที่ 16084 ตำบลธารเกษม อำเภอพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี เนื้อที่ 96 ตารางวาให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ยอมโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า มีการโอนโฉนดที่ดินสับเปลี่ยนกันจริงจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายและเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่วันที่26 พฤษภาคม 2515 เป็นการครอบครองด้วยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ นับถึงวันฟ้องเกินกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยจึ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง