คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 9494/2552
หลักกฎหมาย
สิทธิเรียกร้องในกรณีหนี้เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ ย่อมเกิดขึ้นนับแต่นั้น อายุความฟ้องเรียกเงินจำนวนที่ค้างจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) ซึ่งมีกำหนดอายุความห้าปี และเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2539 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2544 จึงเกินห้าปี ฟ้องโจทก์ย่อมขาดอายุความ และศาลฎีกาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แต่เป็นลูกหนี้ร่วมกับ จ. เจ้ามรดกที่มีจำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมซึ่งให้การยกข้อต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1), 247 หนี้ตามสัญญากู้เงินซึ่งเป็นหนี้ประธานขาดอายุความ แต่จำนองเป็นทรัพย์สิทธิซึ่งจะระงับสิ้นไปก็แต่โดยกรณีต้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 744 ที่บัญญัติเหตุจำนองระงับไว้ใน (1) ถึง (6) โจทก์จึงมีสิทธิบังคับเอาชำระหนี้จำนองได้ แต่ไม่อาจบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีตามที่มาตรา 745 บัญญัติห้ามไว้เท่านั้น โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองเท่านั้น และตามสัญญาจำนองกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 13.75 ต่อปี ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงของคู่สัญญา จึงมิใช่เบี้ยปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมาย เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อ้างมาในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2537 นายจิมฮวด และจำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากโจทก์ สาขาพระโขนง จำนวน 400,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี และยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ กำหนดผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 5,500 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 14 เมษายน 2537 งวดต่อไปทุกวันที่ 14 ของเดือนถัดไป และจะชำระหนี้ให้เสร็จภายใน 120 เดือน นับแต่วันทำสัญญา เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ นายจิมฮวดและจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 190971 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เป็นเงิน 400,000 บาท มีข้อตกลงว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ นายจิมฮวด และจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชดใช้แก่โจทก์จนครบ นายจิมฮวดและจำเลยที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนด โดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2539 เป็นเงิน 1,000 บาท วันดังกล่าว นายจิมฮวดและจำเลยที่ 2 ค้างชำระต้นเงิน 370,470.30 บาท ดอกเบี้ย 9,927.16 บาท รวมเป็นเงิน 380,397.46 บาท โจทก์ทราบว่านายจิมฮวดถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมของนายจิมฮวดได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ตั้งนางศุภวรรณ เป็นผู้จัดการมรดกศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางศุภวรรณเป็นผู้จัดการมรดกตามคำร้องขอโจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนอง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองค้างชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 696,123.93 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 696,123.93 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีของต้นเงิน 370,470.30 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 190971 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางศุภวรรณ ผู้จัดการมรดกของนายจิมฮวด เข้าเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ทราบถึงการตายของนายจิมฮวดตั้งแต่ปี 2538 นับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกิน 1 ปี จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของนายจิมฮวด จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยร่วมให้การว่า คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) และมาตรา 1754 วรรคสาม โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยร่วม จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยร่วม โจทก์มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยเพียง 5 ปี และดอกเบี้ยมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนชอบที่จะปรับลดลง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและกองมรดกของนายจิมฮวด ผู้ตายร่วมกันชำระต้นเงิน 370,470.30 บาท พร้อมดอกเบี้ย 9,927.16 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 370,470.30 บาท นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 190971 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองและกองมรดกออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 1 และกองมรดกของนายจิมฮวดรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่ตน ให้จำเลยทั้งสองและกองมรดกของนายจิมฮวดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกับจำเลยร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจิมฮวด ผู้ตายชำระต้นเงิน 370,470.30 บาท พร้อมดอกเบี้ย 9,927.16 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 370,470.30 บาท นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ตัดคำว่ากองมรดกของนายจิมฮวดออกจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกแห่ง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกับจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ ทั้งนี้ ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต้องไม่เกินไปจากทรัพย์มรดกของนายจิมฮวด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า นายจิมฮวด และจำเลยที่ 2 ร่วมกันกู้เงินจำนวน 400,000 บาท จากโจทก์ สาขาพระโขนงกำหนดผ่อนชำระเงินกู้และดอกเบี้ยคืนเป็นรายงวด งวดละ 5,500 บาท ภายในวันที่ 14 ของแต่ละเดือนติดต่อกันรวม 120 งวด หากผิดนัดงวดในงวดหนึ่งยินยอมให้ถือว่าผิดนัดทุกงวด เริ่มงวดแรกวันที่ 14 เมษายน 2537 ตามสัญญากู
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง