คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553
ฎีกาที่ 9520/2553
หลักกฎหมาย
ในการวินิจฉัยข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 222 เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า ยาแก้ไออันเป็นตำรับยาแผนปัจจุบันที่มีโคเดอีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เป็นส่วนผสมอันถือเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 จำนวน 7 ขวด ของกลาง มีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร และตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 7 (3) บัญญัติว่า ยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 คือ ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นตำรับยาและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วย จากบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 มาเป็นส่วนผสมของตำรับยาแล้ว ไม่ว่ายาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จะมีจำนวนเท่าใด ย่อมต้องถือว่าตำรับยาที่มียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เป็นส่วนผสมอยู่ดังกล่าวเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ทั้งสิ้น การที่จะพิจารณาว่าการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 จำนวนมากน้อยเพียงใดที่จะต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 181) จึงต้องถือตามจำนวนของยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 นั้นเองว่า เกิน 250 มิลลิลิตร หรือ 30 เม็ด หรือ 30 แคปซูล หรือไม่ ดังนี้ เมื่อยาแก้ไอที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมของกลางอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 มีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร เกิน 250 มิลลิลิตร จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.อ. 222พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 7พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 20พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 71
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 12, 101 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 6, 10, 21, 22, 23 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 371 ริบยาเสพติดของกลาง ส่วนของกลางอื่นคืนเจ้าของ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 20 วรรคสี่, 26 วรรคหนึ่ง, 71 วรรคสอง, 76/1 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก คนละ 1 ปี และปรับคนละ 12,000 บาท ในความผิดฐานนี้ทางนำสืบจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 จำนวน 4 ปี 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 คนละ 5 ปี และปรับคนละ 12,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบยาเสพติดของกลาง คืนธนบัตรล่อซื้อ เงินสด 74,950 บาท อาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 26 วรรคหนึ่ง, 76/1 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 2 ปี ฐานมีโคเดอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี 3 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและจำเลยที่ 2 นำสืบรับว่ามียาแก้ไอไว้ในครอบครองจริง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 18 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่า ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 181) พ.ศ. 2545 เรื่อง กำหนดจำนวนยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตำรับ ที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ระบุไว้ชัดเจนว่าการมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตำรับที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมเกินจำนวน 250 มิลลิลิตร หรือ 30 เม็ด หรือ 30 แคปซูล ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หมายถึง จำนวนของยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ทั้งหมดที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม ไม่ใช่เฉพาะจำนวนโคเดอีนที่ผสมอยู่ เห็นว่า ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 โดยข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า ยาแก้ไออันเป็นตำรับยาแผนปัจจุบันที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม อันถือเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 จำนวน 7 ขวด ของกลางมีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร ตามรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ยาเสพติดเอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดสงขลา) ในปัญหาว่า ยาแก้ไออันเป็นตำรับยาแผนปัจจุบันที่มีโคเดอีน เป็นส่วนผสมโดยมีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร ของกลางต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7 (3) บัญญัติว่า ยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 คือ ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นตำรับยาและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วย จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า เมื่อนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 มาเป็นส่วนผสมของตำรับยาแล้ว ไม่ว่ายาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จะมีจำนวนเท่าใด ย่อมต้องถือว่าตำรับยาที่มียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เป็นส่วนผสมอยู่ดังกล่าวเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ทั้งสิ้น เช่นนี้การที่จะพิจารณาว่าการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 จำนวนมากน้อยเพียงใดที่จะต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามประกาศกระทรวงสาธา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง