คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 953/2546
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้ใบเบิกปลอมเป็นหลักฐานในการลงบัญชีจ่ายสายสูบน้ำดับเพลิงทำให้สายสูบน้ำดับเพลิงของกรมตำรวจโจทก์สูญหายและขาดบัญชีไป เป็นฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ละเมิด และมูลหนี้ละเมิดนั้นเป็นความผิดที่มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ใบเบิกเป็นเพียงเอกสารราชการ มิใช่เอกสารสิทธิโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบ มาตรา 265 คือ จำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี ซึ่งมีกำหนดอายุความทางอาญาเพียง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95(3) มิใช่ 20 ปี จึงไม่เป็นกรณีที่กำหนดอายุความอาญายาวกว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง เหตุละเมิดเกิดจากสายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายไปหากไม่สูญหายย่อมไม่มีเหตุละเมิดต่อโจทก์ที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องร้อง ดังนั้น วันทำละเมิดย่อมหมายถึงวันที่ทรัพย์สูญหาย มิใช่วันที่มีการทำใบเบิกปลอมหรือวันที่ตรวจพบว่ามีการสูญหาย เพราะอาจมีการสูญหายก่อนหน้านั้นนานเพียงใดก็ได้ การที่สายสูบน้ำดับเพลิง 736 เส้น ของกรมตำรวจโจทก์ไปอยู่ที่สถานีตำรวจดับเพลิงต่าง ๆ ต้องถือว่าสายสูบน้ำดับเพลิงจำนวนนี้มิได้สูญหาย เนื่องจากสถานีตำรวจดับเพลิงเหล่านั้นคือหน่วยงานในสังกัดของโจทก์เท่ากับว่าสายสูบน้ำดับเพลิงยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์นั่นเอง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า กองบังคับการตำรวจดับเพลิงเป็นส่วนราชการของโจทก์ เป็นหน่วยงานระดับกองซึ่งมีพัสดุไว้จ่าย มีผู้บังคับการเป็นหัวหน้าหน่วยงาน จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 เป็นข้าราชการตำรวจสังกัดกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจดับเพลิง ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ มีหน้าที่ร่วมกันรับผิดชอบในการลงบัญชีหรือทะเบียนเพื่อควบคุมพัสดุ เก็บรักษาพัสดุให้ครบถ้วนถูกต้องตรงตามบัญชีหรือทะเบียน รวมทั้งเบิกจ่ายพัสดุตามใบเบิกแล้วลงบัญชีหรือทะเบียนทุกครั้งที่มีการจ่ายและเก็บไว้เป็นหลักฐาน โดยให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 ระหว่างวันที่ 25พฤศจิกายน 2520 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2530 จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ 1กองบังคับการตำรวจดับเพลิงติดต่อกัน เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 ระหว่างปี 2519 ถึงปี 2532 จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจดับเพลิงติดต่อกัน มีฐานะเป็นหัวหน้าหน่วยงานซึ่งมีพัสดุไว้จ่าย จึงมีหน้าที่ตรวจสอบการรับจ่ายและตรวจนับพัสดุคงเหลือตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2524 ถึงวันที่29 เมษายน 2529 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการจงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ (1) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2525 โจทก์ซื้อสายสูบน้ำดับเพลิงยี่ห้อเจท สีแดง 1,000 เส้น ซึ่งได้รับมอบสิ่งของจากผู้ขายและส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่บันทึกการรับในบัญชีคุมสิ่งของหลวงตามหน้าที่เป็นเหตุให้สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายและขาดบัญชีไป 1,000 เส้น ราคาเส้นละ2,160 บาท เป็นเงินค่าเสียหาย 2,160,000 บาท (2) จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันควบคุมและลงบัญชีรับ-จ่ายสายสูบน้ำดับเพลิงบัญชีคุมสิ่งของหลวง ย.48 ก.2 เล่ม 2 โดยได้ลงรายการในบัญชีในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2526 ว่ามีสายสูบน้ำดับเพลิงคงเหลือ 1,789 เส้นซึ่งยกยอดไป พ.ศ. 2527 แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันลงบัญชีสายสูบน้ำดับเพลิงในบัญชีคุมสิ่งของหลวง ย.48 ก.2 เล่ม 4 ว่า พ.ศ. 2527 ยอดยกมาจาก ก.2 เล่ม 2 เพียง1,039 เส้น ทำให้สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายและขาดบัญชีไป 750 เส้น ราคาเส้นละ 2,068 บาท เป็นเงิน 1,551,000 บาท (3) เมื่อระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน2527 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2529 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกันใช้เอกสารปลอมเป็นหลักฐานในการลงบัญชีจ่ายสายสูบน้ำดับเพลิงในบัญชีคุมสิ่งของหลวงรวม 7 ครั้ง ทำให้สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายและขาดบัญชีไป 186 เส้น ราคาเส้นละ 1,974 บาทเป็นเงิน 367,164 บาท (4) เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2528 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกันใช้ใบเบิกที่ 30/2527 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2527 ซึ่งแผนกช่างเครื่องดับเพลิงขอเบิกสายสูบลมยาง 1 เส้น แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ลงบัญชีจ่ายสายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายและขาดบัญชีไป 1 เส้น เป็นเงิน 1,974 บาท (5) ตามบัญชีคุมสิ่งของหลวง ย. 48 ก.2 เล่ม 4 ในวันที่ 29 เมษายน 2529 มีสายสูบน้ำดับเพลิงคงเหลือ 55 เส้น แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่มีของให้ตรวจนับ สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์จึงสูญหายไป 55 เส้น ราคาเส้นละ 1,974 บาท เป็นเงิน 108,570 บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายไปทั้งสิ้น 1,992 เส้นเป็นเงินค่าเสียหาย 4,188,708 บาท จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมและไม่ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ให้รัดกุมเป็นเหตุให้สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายและขาดบัญชีไปตามข้อ (1)(2)(4) และ (5) รวม 1,806 เส้น เป็นเงิน 3,821,544 บาท จึงต้องร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ซึ่งมีหน้าที่ต้องดำเนินการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการรับ-จ่ายพัสดุและตรวจสอบพัสดุคงเหลือว่ามีอยู่ตรงตามบัญชีหรือไม่เป็นประจำทุกปีงบประมาณแต่ปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่โดยเคร่งครัดเป็นเหตุให้สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์ซึ่งอยู่ในความดูแลของกองบังคับการตำรวจดับเพลิงสูญหายและขาดบัญชีไปตามข้อ (1)(2)(4) และ (5) รวม 1,806 เส้น เป็นเงิน3,821,544 บาท จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ทราบเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามข้อ (1)(2)(4) และ (5) เมื่อวันที่ 30มกราคม 2538 และ ข้อ (3) เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2538 ขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 4,188,708 บาท แก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 9
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง