คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 958/2544
หลักกฎหมาย
โจทก์และจำเลยพิพาทกันตามสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อธานี โดยมีข้อสัญญาว่า หากมีข้อโต้แย้งใด ๆ เกิดขึ้นจากการตีความหรือเกี่ยวกับหน้าที่หรือความรับผิดชอบตามสัญญานี้ คู่สัญญาจะพยายามทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาระหว่างกันเองก่อน หากยังไม่อาจตกลงกันได้ก็ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาด จึงเป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงเป็นเงื่อนไขของสัญญาให้ใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ดังนี้ หากคู่สัญญาฝ่ายใดฟ้องคดีโดยมิได้เสนอข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการ คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยานหรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน ให้มี คำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 ได้ และข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการนี้ย่อมผูกพันโจทก์ผู้รับโอนสิทธิตามสัญญา นั้นด้วยตามมาตรา 8 โจทก์ฟ้องคดีโดยมิได้นำข้อโต้แย้งเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาดก่อนเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ จำเลยย่อมมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ซึ่งศาลต้องไต่สวนก่อนมีคำสั่งตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 การที่จำเลยยื่นคำให้การโต้แย้งว่าโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน ถือได้ว่าจำเลยประสงค์จะขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ทั้งในวันชี้สองสถานศาลก็ได้ สอบถามคู่ความเกี่ยวกับเรื่องข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ อันถือได้ว่า เป็นการไต่สวนแล้ว ศาลจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีได้ ตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ หากคู่กรณีตกลงกันได้ ย่อมทำให้ข้อพิพาทหมดสิ้นไป แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ดังนี้ เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้และไม่ตกลงกับโจทก์ย่อมเป็นกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งโจทก์ จะต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนทั้งเมื่อโจทก์ฟ้องคดี จำเลยก็ให้การยืนยันให้ใช้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการอยู่ ส่วนที่จำเลย ฟ้องแย้งก็สืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย ทำให้เกิดความจำเป็นที่ หากจำเลยจะฟ้องแย้งก็ต้องยื่นเข้ามาในคำให้การ เพื่อรักษาสิทธิของจำเลยเสียก่อนเท่านั้นเพราะขณะยื่นคำให้การและฟ้องแย้งยังไม่แน่ว่า ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้สละเงื่อนไข ตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อสัญญา ที่ให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการก่อน ศาลจึงต้องมีคำสั่ง จำหน่ายคดี ซึ่งย่อมมีผลให้ไม่มีคดีตามคำฟ้องของโจทก์ให้ต้อง พิจารณาต่อไป ฟ้องแย้งของจำเลยจึงตกไปด้วย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีคุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย หรือนายชนินทร์ โทณวณิก หรือนางสินี เธียรประสิทธิ์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์มอบอำนาจให้นายสุริยา ส่งสมบูรณ์หรือนายเชิดชัย นำวิวัฒน์ ดำเนินคดีแทน เดิมบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)เป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการคำว่า "ธานี" โดยได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวและต่อมาได้โอนให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2535 จำเลยได้ทำสัญญากับบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เพื่อใช้สิทธิในการดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อว่าธานี โดยจำเลยได้นำเครื่องหมายบริการคำว่า"ธานี" ไปใช้กับกิจการโรงแรมของจำเลยที่อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคายใช้ชื่อโรงแรมว่า "โรงแรมหนองคาย แกรนด์ธานี" ซึ่งสัญญามีกำหนดระยะเวลา5 ปี จำเลยตกลงชำระเงินค่าตอบแทน โดยชำระภายในเดือนธันวาคม 2535เป็นเงิน 286,800 บาท และปีต่อไปปีละ 573,600 บาท และจำเลยต้องชำระค่าโฆษณาร่วม ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม พนักงานและอื่น ๆ ตามสำเนาสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อธานี เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5ต่อมาบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาโอนสิทธิประโยชน์และมูลหนี้อันเกิดจากสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการคำว่า"ธานี" ที่บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) มีต่อลูกค้าหรือสมาชิกของบริษัทให้แก่โจทก์โดยมีค่าตอบแทน โจทก์และบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบแล้ว แต่เมื่อครบกำหนดตามสัญญาปรากฏว่าจำเลยค้างชำระค่าสมาชิกในปี 2538 บางส่วนเป็นเงิน286,800 บาท ปี 2539 เป็นเงิน 573,600 บาท และปี 2540 เป็นเงิน363,280 บาท รวมเป็นเงิน 1,223,680 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน85,657.60 บาท ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระแก่โจทก์ในวันที่ 18 สิงหาคม2540 อันเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญา โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 1,554,073.60 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 1,223,680 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะหนังสือมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจกระทำการแทนโจทก์เอกสารท้ายคำฟ้องมิได้ระบุให้ฟ้องจำเลย และโจทก์ก็มิได้นำข้อโต้แย้งเสนอต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดตามเงื่อนไขในสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรม ภายใต้ชื่อธานีก่อน ขณะทำสัญญาบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) มิใช่เจ้าของเครื่องหมายบริการคำว่า "ธานี" เพราะบริษัทได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2536 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากทำสัญญากับจำเลยแล้ว สัญญาจึงเป็นโมฆะ และคำว่าธานีไม่มีค่านิยม การที่บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)เสนอให้จำเลยเข้าทำสัญญาด้วยเป็นการฉ้อฉลจำเลยและสิทธิตามสัญญาดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่เปิดช่องให้โอนกันได้ การที่บริษัทดังกล่าวโอนสิทธิแก่โจทก์จึงต้องห้ามตามกฎหมาย จำเลยได้ชำระค่าสิทธิต่าง ๆ ตามสัญญาให้แก่บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ไปแล้วเป็นเงินรวม 1,831,200 บาทโดยบริษัทดังกล่าวไม่มีสิทธิรับเงินนี้ และโจทก์ผู้รับโอนสิทธิจากบริษัทดังกล่าวต้องคืนเงินแก่จำเลยขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ให้คืนเงินจำนวน 1,831,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เดิมบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)ประกอบกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อดุสิตธานีตั้งแต่ปี 2509 จนมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั่วไปทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศและบริษัทดังกล่าวเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการคำว่า "ธานี" ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงนี้แล้วจึงเข้าทำสัญญากับบริษัทดังกล่าว การที่จำเลยชำระหนี้ให้บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เป็นการชำระหนี้โดยชอบ ทั้งจำเลยไม่มีอำนาจฟ้องแย้งต่อโจทก์ เนื่องจากจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทดุสิตธานี จำกัด(มหาชน) ก่อนที่โจทก์จะได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมา ขอให้ยกฟ้องแย้ง ในวันนัดชี้สองสถาน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายในเรื่องข้อสัญญาให้สิทธิจำเลยดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อธานี ที่กำหนดให้คู่สัญญาเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดแล้ว เห็นว่า โจทก์และจำเลยยังไม่ได้พยายามที่จะทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหากันเองประกอบกับจำเลยได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์เข้ามาด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์และจำเลยได้สละเงื่อนไขแห่งข้อสัญญาที่จะเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดแล้ว จึงให้พิจารณาคดีต่อไป ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง