คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 960/2539
หลักกฎหมาย
แม้ผ. จะได้ครอบครองที่ดินก่อนวันที่กฎกระทรวงกำหนดให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติประกาศใช้แต่ผ. มิได้ยื่นคำร้องต่อนายอำเภอท้องที่ภายใน90วันนับแต่วันที่กฎกระทรวงดังกล่าวใช้บังคับจึงถือว่าผ. สละสิทธิหรือประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวแล้วผ. จึงไม่มีสิทธิโอนที่ดินส่วนนี้ให้จำเลยการที่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวจึงมีความผิด โจทก์นำสืบไม่ได้ความชัดว่าไม้พลวงไม้เขว้าและไม้มะค่าแต้ขึ้นอยู่ในหรือนอกเขตที่ดินที่จำเลยมีสิทธิครอบครองจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยโดยฟังข้อเท็จจริงว่าไม้ดังกล่าวขึ้นอยู่ในที่ดินที่จำเลยแจ้งการครอบครองจึงมิใช่ไม้หวงห้ามแม้จำเลยตัดฟันแปรรูปและมีไว้ในครอบครองในเขตควบคุมการแปรรูปไม้จำเลยก็ไม่มีความผิด ไม้ยางนั้นไม่ว่าจะขึ้นอยู่ณที่ใดในราชอาณาจักรก็เป็นไม้หวงห้ามทั้งสิ้นแต่โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยตัดฟันไม้ยางจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2531 ถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2533 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองแผ้วถางป่าภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติห้วยปอ จำนวน 181 ไร่ และจำเลยเข้าไปทำไม้โดยตัดฟันไม้หวงห้ามประเภท ก. มีไม้ยาง 8 ต้น ไม้พลวง 8 ต้น ไม้เขว้า 2 ต้นและไม้มะค่าแต้ 1 ต้น เป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตและมิได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ภายหลังจากกระทำผิดข้างต้น จำเลยแปรรูปไม้เขว้าภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยมีไม้แปรรูปตามจำนวนและปริมาตรดังกล่าวไว้ในครอบครองเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยมีไม้มะค่าแต้ซึ่งยังมิได้แปรรูป 1 ท่อน ปริมาตร 2.12 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย และจำเลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ไม้ดังกล่าวมาโดยชอบด้วยกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลหนองหิน อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร เจ้าพนักงานยึดไม้เขว้าแปรรูป 3 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.40 ลูกบาศก์เมตรไม้มะค่าแต้ 1 ท่อน ปริมาตร 2.12 ลูกบาศก์เมตร เป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6,9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7, 11,48, 69, 73, 74 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลางให้จำเลยคนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคแรกพระราชบัญญัติ ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 48, 73 ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคแรกจำคุก 2 ปี ฐานทำไม้ยางตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484มาตรา 73 วรรคสอง จำคุก 1 ปี ฐานแปรรูปไม้หวงห้ามในเขตควบคุมและฐานมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองเกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตรตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 71 วรรคแรก(ที่ถูกมาตรา 73 วรรคแรก) จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 5 ปีริบของกลาง ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14,31 วรรคแรก และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11,48, 73 เสียด้วยไม่ริบของกลางไม่จ่ายสินบนนำจับ และไม่สั่งให้จำเลยคนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาตินอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยกระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า สำหรับที่ดินตามหนังสือแจ้งการครอบครองที่ดินเอกสารหมาย ล.2 เนื้อที่ 32 ไร่ ที่จำเลยรับโอนการครอบครองมาจากนายผิว บุญทด และที่ดินตามหนังสือแจ้งการครอบครองที่ดินเอกสารหมาย ล.3 เนื้อที่ 26 ไร่ 1 งานที่นายผิวรับโอนการครอบครองมาจากนายชู หนองเป็ด แล้วนายผิวได้โอนการครอบครองแก่จำเลยนั้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นที่ดินซึ่งนายผิวมีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินอยู่ก่อนที่กฎกระทรวงฉบับที่ 1116 (พ.ศ. 2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2528กำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ สิทธิครอบครองของนายผิวจึงไม่ถูกกระทบกระเทือน ตามที่พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 มาตรา 12 วรรคสาม บัญญัติยกเว้นไว้ จำเลยรับโอนการครอบครองที่ดินดังกล่าวจากนายผิว มาโดยชอบ จึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่งโจทก์ไม่อุทธรณ์คดีในส่วนนี้จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะที่จำเลยครอบครองที่ดินนอกเขตหนังสือแจ้งการครอบครองเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 เป็นจำนวนเนื้อที่อีก122 ไร่ 3 งาน ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 3 หรือ จ.13นั้น มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่งหรือไม่เห็นว่า จำเลยมีเอกสารหมาย ล.1แบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี 2524 ถึงปี2528 ซึ่งนายผิวยื่นขอเสียภาษีบำรุงท้องที่ไว้ต่อเจ้าพนักงานประเมินเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2524 ระบุที่ดินแปลงที่ 1 ไว้เป็นเนื้อที่ 141 ไร่ อาณาเขตที่ดินด้านทิศเหนือ ยาว 14 เส้นติดกุดกะเหลิบ ทิศตะวันออกยาว 12 เส้น ติดทางรถ (ซึ่งเดิมเป็นทางเกวียน) ทิศใต้ยาว 10 เส้น ติดวัด (บ้านโนนดู่) ทิศตะวันตกยาว11 เส้น 10 วา ติดที่ดินนายอินทร์ ซึ่งครอบคลุมที่ดินตามหนังสือแจ้งการครอบครองที่ดินเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 มาแสดงต่อศาลและนายผิว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง