คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 9663/2555
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีไดเมทิลแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นไอโซเมอร์ของเอ็น-เอทิลแอมเฟตามีน อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเกินกว่าปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด แต่โจทก์มิได้บรรยายว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศกำหนดปริมาณการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ตามที่ฟ้องไว้ คงอ้างเฉพาะประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539) ซึ่งเป็นประกาศระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์เท่านั้น และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 104 (พ.ศ.2541) เรื่อง กำหนดปริมาณการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 หรือประเภท 2 ที่ใช้อยู่ในขณะมีการกระทำความผิดก็ไม่มีระบุว่า ไดเมทิลแอมเฟตามีน หรือเอ็น-เอทิลแอมเฟตามีน อยู่ในวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศกำหนดปริมาณการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ไว้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา106 ทวิ แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหาดังกล่าวได้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเกินกว่าปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62, 106 ทวิ ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง อยู่ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดเฉพาะข้อหามีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดข้อหาดังกล่าวซึ่งมีโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 225 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.อ. 192ป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 225พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 62พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 106พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 106 ทวิ
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ (ที่ถูก จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง,106 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89) ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ไว้ในครอบครองจำคุกคนละ 20 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 200,000 บาท จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานจำหน่าย (ที่ถูก ขาย) วัตถุออกฤทธิ์ ให้ลงโทษจำคุก 20 ปี และปรับ 400,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินสองปี จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 มีไดเมทิลแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ของกลางจำนวน 1 ถุง หนัก 915.900 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 847.757 กรัม ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโทคมกฤช ดาบตำรวจสัมพันธ์ และนายเรืองฤทธิ์ เบิกความ แต่ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความในข้อสาระสำคัญแตกต่างกัน เห็นว่า การที่ถุงพลาสติกสีเขียววางอยู่ตรงระหว่างขาของจำเลยที่ 2 ตามที่ร้อยตำรวจโทคมกฤชเบิกความกับการที่จำเลยที่ 2 ถือถุงพลาสติกสีเขียววางอยู่บนตักดังที่ดาบตำรวจสัมพันธ์เบิกความ และการที่ถุงพลาสติกวางอยู่ข้างตัวจำเลยที่ 2 ตามที่นายเรืองฤทธิ์เบิกความย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน พยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวเบิกความแตกต่างกันเช่นนี้จึงเป็นพิรุธว่า ขณะที่ถูกตรวจค้นจำเลยที่ 2 นำถุงพลาสติกสีเขียวมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ดังที่พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความจริงหรือไม่ หรือถุงพลาสติกสีเขียวดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ตรงบริเวณรักแร้ด้านซ้ายของจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความ อีกทั้งหากขณะนั้นถุงพลาสติกสีเขียวอยู่กับจำเลยที่2 และจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าภายในถุงดังกล่าวเป็นไดเมทิลแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเรียกให้หยุดรถเพื่อขอตรวจค้น จำเลยที่ 2 ก็น่าจะรีบนำถุงพลาสติกสีเขียวดังกล่าวซุกซ่อนหรือส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้พ้นตัวโดยเร็ว แต่จำเลยที่ 2 หาได้ทำเช่นนั้นไม่และที่จำเลยที่ 2 เพิ่งนำถุงพลาสติกสีเขียวดังกล่าวส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ในขณะที่จะถูกตรวจค้นตัวก็อาจจะเป็นเพราะ ว่าจำเลยที่ 2 เริ่มคิดและไม่แน่ใจว่าของที่อยู่ในถุงเป็นของผิดกฎหมายหรือไม่ก็เป็นได้ กรณีถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบมาก่อนว่าภายในถุงพลาสติกสีเขียวดังกล่าวมีวัตถุออกฤทธิ์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 3 กระทำผิดตามฟ้องนั้นเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้โดยชอบด้วยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีไดเมทิลแอมเฟตามีนซึ่งเป็นไอโซเมอร์ของเอ็นเอทิลแอมเฟตามีน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง