คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 9678/2539
หลักกฎหมาย
จำเลยได้ตกลงขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์และได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้โจทก์ยึดถือไว้โดยจำเลยได้รับเงินมัดจำของโจทก์ไปแล้วจำนวน15,000บาทและจำเลยจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์พร้อมทั้งรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือเมื่อจำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินเสร็จแล้วข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทดังนั้นถึงแม้ตามสัญญาซื้อขายจะมิได้ระบุรายละเอียดว่าสัญญาทำขึ้นระหว่างใครกับใครที่ดินโฉนดเลขที่เท่าใดเนื้อที่และราคาเท่าใดชำระราคาหรือวางมัดจำกันแล้วหรือไม่เพียงใดส่วนที่เหลือจะชำระกันอย่างไรไม่มีรายละเอียดที่จะบังคับกันได้ตามเอกสารดังกล่าวก็ตามแต่เมื่อจำเลยตกลงจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และโจทก์ได้วางมัดจำให้แก่จำเลยแล้วจำเลยไม่ยินยอมขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา456กรณีไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องคืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยตกลงจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4620 เฉพาะส่วนของจำเลยซึ่งมีกรรมสิทธิ์อยู่ 1 ไร่ 1 งาน 34 ตารางวา ให้โจทก์และนางสาวอัจฉรา ไพสิฐเกรียงไกร ในราคา 130,000 บาท จำเลยได้รับเงินมัดจำจากโจทก์และนางสาวอัจฉราในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นเงิน 30,000 บาท โดยจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อจะขายและแผนที่ที่ดินที่จะขายให้แก่โจทก์และนางสาวอัจฉราพร้อมลงลายมือชื่อยืนยันการขายที่ดินดังกล่าวไว้ ต่อมาจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนของนางสาวอัจฉราให้แก่นางสาวอัจฉราไปแล้ว2 งาน 67 ตารางวายังคงเหลือส่วนของโจทก์อีก 2 งาน 67 ตารางวาซึ่งโจทก์จะต้องชำระค่าที่ดินที่เหลืออีก 50,000 บาท โดยจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์เมื่อมีการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินออกเป็นสัดส่วนและรับเงินในส่วนที่เหลือต่อไป นับแต่จำเลยรับเงินมัดจำไปจากโจทก์แล้วจำเลยไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินออกเป็นสัดส่วนได้เนื่องจากที่ดินติดจำนองแก่บุคคลอื่น ต่อมาจำเลยได้ไถ่ถอนจำนองแต่โจทก์เป็นผู้ถือโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่จึงสอบถามจำเลยขอให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์พร้อมกับให้จำเลยรับเงินส่วนที่เหลือ จำเลยปฏิเสธว่าไม่เคยขายที่ดินและรับเงินมัดจำจากโจทก์แต่อย่างใด ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยเนื้อที่ 2 งาน 67 ตารางวาตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4620 เลขที่ดิน 203 ตำบลบางคูเวียง(บางคูเวียงฝั่งเหนือ) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรีให้โจทก์ กับให้จำเลยรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน50,000 บาท ไปจากโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยตกลงขายที่ดินเฉพาะส่วนให้แก่โจทก์ สัญญาจะซื้อจะขายท้ายคำฟ้องไม่มีผลบังคับเพราะเอกสารดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าสัญญาฉบับนี้ทำขึ้นเมื่อวันที่ เดือน ปีอะไร ทำที่ไหน มีใครเป็นผู้ขายที่ดินโฉนดเลขที่อะไรเลขที่ดินเท่าใด ตั้งอยู่ตำบล อำเภอ จังหวัดไหนจำนวนเนื้อที่เท่าใดในราคาเท่าใด มีใครเป็นผู้ซื้อ และผู้ซื้อได้วางเงินมัดจำบางส่วนเป็นเงินเท่าใด ยังคงค้างชำระเงินแก่ผู้ขายอีกจำนวนเท่าใดผู้ขายจะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ซื้อเมื่อใด ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนมีใครเป็นผู้ชำระ อันเป็นข้อสาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน แผนที่ที่ดินท้ายฟ้องก็รับฟังไม่ได้ว่ามีใครเป็นผู้ขายที่ดินโฉนดเลขที่อะไร ให้ใครในราคาเท่าใดและจะโอนกรรมสิทธิ์กันเมื่อใดจึงไม่มีผลบังคับจำเลยไม่เคยลงลายมือชื่อในช่องผู้ขายในสัญญาจะซื้อจะขายท้ายคำฟ้องให้โจทก์ และไม่เคยลงลายมือชื่อยืนยันการขายที่ดินตามแผนที่ให้ไว้แก่โจทก์ ลายมือชื่อในเอกสารทั้งสองแห่งนี้ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอมจำเลยไม่เคยรับเงินมัดจำ 15,000 บาท ไปจากโจทก์และจำเลยไม่เคยสัญญาว่าเมื่อมีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินออกเป็นสัดส่วนแล้วจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยให้แก่โจทก์ จำเลยยอมรับว่าเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2526 จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4620 ตำบลบางคูเวียง (บางคูเวียงฝั่งเหนือ)อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี จำนวนเนื้อที่ 2 งาน67 ตารางวา ให้แก่นางสาวอัจฉราาจริง นางสาวอัจฉราเป็นผู้ยึดถือต้นฉบับโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวไว้และจำเลยยังคงถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว คิดเป็นเนื้อที่ 2 งาน67 ตารางวาต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2529 จำเลยมีความประสงค์ที่จะใช้เงินจึงกู้ยืมเงินจากนางสาวอัจฉราเป็นเงิน 41,745 บาทได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนของจำเลยจำนองแก่นางสาวอัจฉราและส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่นางสาวอัจฉรายึดถือไว้หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2531 จำเลยได้ขอขึ้นเงินจำนองอีกเป็นจำนวน 17,255 บาท ต่อมาจำเลยมีความประสงค์จะขอไถ่ถอนจำนอง แต่นางสาวอัจฉราบ่ายเบี่ยงตลอดมา จำเลยจึงฟ้องนางสาวอัจฉราเป็นจำเลยเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2535 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 846/2535 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้วแต่เนื่องจากนางสาวอัจฉราและโจทก์ได้ร่วมกันฉ้อฉลจำเลยจำเลยจึงยังไม่สามารถจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวได้จำเลยไม่เคยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินให้โจทก์ยึดถือไว้ ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2534 จำเลยนำที่ดินแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนของจำเลยเนื้อที่ 2 งาน 67 ตารางวา ขายให้แก่ผู้มีชื้อในราคา667,500 บาท ผู้ซื้อชำระเงินบางส่วนให้จำเลยแล้ว และนัดโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2535 การที่โจทก์ยึดถือโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวไว้โดยไม่มีสิทธิ ทำให้จำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อได้ ทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดถูกผู้ซื้อปรับเป็นเงิน 200,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 4620 เลขที่ดิน203 ตำบลบางคูเวียง (บางคูเวียงฝั่งเหนือ) อำเภอบางกรวย (บางใหญา)จังหวัดนนทบุรี แก่จำเลยกับให้โจทก์ใช้เงินจำนวน 200,000 บาทพ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง