ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554

ฎีกาที่ 9691/2554

หลักกฎหมาย

สิทธิเรียกร้องของคู่พิพาทฝ่ายชนะคดีที่จะได้รับชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจากคู่พิพาทฝ่ายแพ้คดีเป็นสิทธิเรียกร้องที่จะพึงโอนกันได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 วรรคหนึ่ง การที่บริษัท บ. คู่พิพาทฝ่ายชนะคดีทำหนังสือ ขอโอนสิทธิการรับชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้แก่ผู้ร้องและผู้ร้องตกลงชำระค่าตอบแทนการรับโอนสิทธิการรับชำระหนี้ดังกล่าวนั้น เป็นสัญญาการโอนหนี้อันผู้คัดค้านจะพึงต้องชำระแก่บริษัท บ. โดยเฉพาะเจาะจง เมื่อมีการแจ้งโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นหนังสือให้แก่ผู้คัดค้านทราบแล้ว จึงถือว่าบริษัท บ. และผู้ร้องได้ปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 306 บัญญัติแล้ว สิทธิเรียกร้องตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงตกเป็นของผู้ร้อง ที่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ว่าจะได้ทำขึ้นในประเทศใดให้ผูกพันคู่พิพาท และเมื่อได้มีการร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจย่อมบังคับได้ตามคำชี้ขาดนั้น" และมาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อคู่พิพาทฝ่ายใดประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการให้คู่พิพาทฝ่ายนั้นยื่นคำร้องต่อศาล..." นั้น คำว่า "คู่พิพาท" ตามบทมาตราดังกล่าวไม่จำกัดเฉพาะคู่สัญญาในสัญญาอนุญาโตตุลาการเท่านั้นแต่หมายรวมถึงผู้ที่สืบสิทธิตามสัญญาทั้งโดยผลของกฎหมายและโดยผลของสัญญาด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งลอนดอน โดยให้บริษัทยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ จำกัด ชำระเงิน 11,374,796.77 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.1 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ คิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงินค่าดอกเบี้ย 6,491,113.48 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของอนุญาโตตุลาการอีก 60,697 ปอนด์สเตอร์ลิง และ99,411.21 ดอลลาร์สหรัฐ คำนวณเป็นเงินไทย ณ วันยื่นคำร้องเป็นเงิน 717,766,432.41 บาท ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดวันนัดไต่สวนและส่งสำเนาคำร้องของผู้ร้องให้บริษัทยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ จำกัด ทราบโดยชอบแล้ว แต่บริษัทยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ จำกัด มิได้ยื่นคำคัดค้าน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ แต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีมีความเห็นแย้ง ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 และ 11 ตุลาคม 2539 ผู้คัดค้านทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าที่เรียกว่า SWAP กับบริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศอังกฤษ 2 ครั้ง ครั้งแรกกำหนดจำนวนเงินเพื่อใช้ในการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนไว้ 650,000,000 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2539 กำหนดชำระคืนวันที่ 15 ตุลาคม 2540 ครั้งที่สองกำหนดจำนวนเงินเพื่อใช้ในการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนไว้ 200,000,000 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 กำหนดชำระคืนวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 ตามสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าพร้อมคำแปล และหนังสือยืนยันธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าพร้อมคำแปล ครั้นครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ผู้คัดค้านไม่ชำระหนี้ บริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่ลแนล จำกัด (มหาชน) ทวงถามแล้วก็ไม่ชำระ วันที่ 1 ตุลาคม 2544 บริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จึงนำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งลอนดอน ประเทศอังกฤษ ผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านและเข้าต่อสู้คดี อนุญาโตตุลาการได้ชี้ขาดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2546 ตามคำชี้ขาดพร้อมคำแปล โดยฟังข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2539 บริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และผู้คัดค้านทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าสัญญาหลักที่เรียกว่า MASTER AGREEMENT โดยเป็นแบบสัญญามาตรฐานของ International Swaps & Derivatives Association, Inc. (ISDA) ที่มีข้อสัญญารวม 14 ข้อ และต้องมีการทำสัญญาย่อยที่เรียกว่าหนังสือยืนยันธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าตามมาตามตารางแนบท้ายของสัญญาหลักดังกล่าวระบุไว้ในข้อตกลง ส่วนที่ 5 ข้อ (อี) ว่า บรรดาข้อพิพาทจะต้องมีการชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งลอนดอน ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2539 ได้มีการทำหนังสือยืนยันธุรกรรมรวม 2 ครั้ง ครั้งแรกกำหนดจำนวนเงินเพื่อใช้ในการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนไว้ 650,000,000 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2539 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 15 ตุลาคม 2540 ตามหนังสือยืนยันธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เลขที่ ที เค เอส ดับบลิว 028888/เอ เอช ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2539 กำหนดจำนวนเงินเพื่อใช้ในการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนไว้ 200,000,000 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 ตามหนังสือยืนยันธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เลขที่ ที เค เอส ดับบลิว 029164/เอ เอฟ คู่สัญญารับรองว่าจะชำระเงินบาทให้กันเป็นรายเดือนทุกเดือนจนกว่าสัญญาจะสิ้นสุด โดยบริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จะชำระเงินบาทให้แก่ผู้คัดค้าน คิดจากจำนวนที่กำหนดไว้เพื่อใช้ในการคำนวณของแต่ละสัญญา คือ 650,000,000 บาท และ 200,000,000 บาทตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยจากยอดเงินดังกล่าวในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำสุดของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ส่วนผู้คัดค้านก็จะชำระเงินบาทให้แก่บริษัทแบงเกอร์ ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) คิดจากจำนวนเงินดอลลาร์สหรัฐ เยน และ มาร์กเยอรมัน ซึ่งเป็นสกุลเงินในระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตะกร้าเงินซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้น ในสัดส่วน 85 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์ และ 5 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ที่เทียบเท่ากับ 650,000,000 บาท และ 200,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยร้อยละเอ็มแอลอาร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9691/2554 · ทนอย Thanoy