ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 9698/2551

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 กับ ก. เป็นหุ้นส่วนในการจัดสรรที่ดินขายโดยใช้ที่ดินพิพาทเป็นถนนเข้าสู่โครงการ การที่จำเลยที่ 1 กับ ก. ใช้ถนนเป็นทางเข้าออกของหมู่บ้านจัดสรรถือเป็นสาธารณูปโภคซึ่งตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 30 ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษาให้คงสภาพดังที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป แม้ต่อมาจะได้มีพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 แต่พระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 ก็ยังคงมีบทบัญญัติเช่นเดิม จึงต้องถือว่าถนนดังกล่าวเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน จึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ซึ่งมิอาจทำให้ภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกได้ การที่โจทก์รับซื้อฝากที่ดินจาก ก. แม้จะได้กรรมสิทธิ์จากการรับซื้อฝาก ภาระจำยอมดังกล่าวก็ย่อมตกติดไปด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 มีวัตถุประสงค์ผลิต จัดให้ได้มาจัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดตรังเป็นสาขาหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3178 เนื้อที่ 1 งาน 93 ตารางวา โดยรับซื้อฝากจากนางกันยาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2540 และเลยกำหนดเวลาไถ่ถอนแล้ว เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2539 พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดตรังดำเนินการปักเสา 6 ต้น พาดสายจ่ายไฟฟ้าเข้าที่ดินจัดสรรของจำเลยที่ 1 ในการก่อสร้างปักเสาพาดสายจ่ายไฟฟ้าลงบนที่ดินดังกล่าวของจำเลยทั้งสองไม่ได้รับความยินยอมจากนางกันยาเจ้าของที่ดินและไม่ได้แจ้งให้เจ้าของที่ดินทราบ ทำให้โจทก์ซึ่งรับโอนที่ดินมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ หากไม่มีเสาไฟและพาดสายไฟฟ้าบนที่ดินดังกล่าว โจทก์สามารถนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละไม่ต่ำกว่า 6,000 บาท หรือวันละ 200 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันย้ายเสาไฟฟ้าออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3178 ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้โจทก์ดำเนินการแทนโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์วันละ 200 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะย้ายถอนเสาไฟฟ้าออกไปจากที่ดินโจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลมีนายวิบูลย์เป็นผู้ว่าการและเป็นผู้แทนนิติบุคคล มอบอำนาจให้นายจำรัสผู้จัดการไฟฟ้าจังหวัดตรังดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2537 นางกันยาซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3178 มาจากผู้มีชื่อ แล้วนำที่ดินดังกล่าวไปเข้าหุ้นกับจำเลยที่ 1 และพวกอีกหลายคนเป็นห้างหุ้นส่วนประเภทห้างหุ้นส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ผลกำไรในการจัดสรรแบ่งขายที่ดินร่วมกัน โดยที่ดินที่จัดสรรแบ่งขายนั้นอยู่ติดต่อกับที่ดินพิพาท และแบ่งเป็นแปลงประมาณ 300 แปลง จำเลยที่ 1 กับนางกันยาใช้ที่ดินพิพาทเป็นถนนเข้าออกของหมู่บ้านจัดสรร และใช้ที่ดินพิพาทติดตั้งเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าเข้าหมู่บ้าน ในการติดตั้งเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าให้แก่หมู่บ้านดังกล่าว จำเลยที่ 2 ดำเนินการแล้วเสร็จจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่โครงการตั้งแต่ปี 2539 แต่โจทก์รับซื้อฝากที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2540 ซึ่งขณะกระทำการซื้อขายสภาพที่ดินเป็นถนนทางเข้าหมู่บ้านและเป็นที่ดินที่มีการจัดตั้งเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าอยู่ก่อนแล้วและนางกันยาเจ้าของที่ดินเดิมมีเจตนายกที่ดินพิพาทให้เป็นที่ดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และตามสภาพที่ดินพิพาทประชาชนได้ใช้และหวงแหนไว้เป็นประโยชน์ร่วมกันตามเจตนาของนางกันยาแล้ว การก่อสร้างปักเสาพาดสายจ่ายไฟฟ้าของจำเลยที่ 2 ในที่ดินพิพาทจึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายและในขณะที่โจทก์รับโอนซื้อฝากที่ดินพิพาท โจทก์รู้อยู่แล้วว่าที่ดินเป็นถนนทางเข้าออกหมู่บ้านและเป็นที่ดินสำหรับติดตั้งเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านเป็นที่สาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน การรับโอนดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นการรับโอนที่ไม่สุจริต สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับนางกันยาเป็นโมฆะโจทก์ไม่สุจริต สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับนางกันยาเป็นโมฆะโจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่รับโอนโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาไม่สุจริต ไม่เป็นความจริง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองย้ายถอนเสาไฟฟ้าออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3178 ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 100 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายเสาไฟฟ้าออกไปจากที่ดินโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 1,000 บาท จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าวันที่ 18 ธันวาคม 2540 โจทก์รับซื้อฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3178 ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง เนื้อที่ 1 งาน 93 ตารางวา มาจากนางกันยาผู้ขายฝาก พ้นกำหนดแล้วไม่มีการไถ่ถอน โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว นับตั้งแต่วันรับซื้อฝาก จำเลยที่ 1 มีอาชีพจัดสรรขายที่ดินให้แก่บุคคลโดยทั่วไป ได้ให้จำเลยที่ 2 ปักเสาไฟฟ้า 6 ต้น ลงในที่ดินพิพาทเรียงไปตามความยาวของที่ดินเข้าไปในที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่จัดสรรขาย ในการดำเนินการปักเสาพาดสายสิ้นค่าใช้จ่ายไปเป็นเงิน 940,474 บาท ตามเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 จำเลยที่ 2 ดำ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9698/2551 · ทนอย Thanoy