คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 97/2546
หลักกฎหมาย
หนังสือสัญญาจ้างมีข้อความว่า "เมื่อผู้รับจ้างได้ทำการแล้วเสร็จตามงวดงานผู้รับจ้างจะมีหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าจ้างให้ทราบแล้วให้ผู้ว่าจ้างหรือตัวแทนไปตรวจรับงานในงวดนั้น ๆ ภายในกำหนดเวลา 5 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากผู้รับจ้างหากผู้ว่าจ้างไม่ทำการตรวจรับภายในกำหนดเวลาดังกล่าวหรือไม่ยอมรับงานโดยไม่แจ้งให้ผู้รับจ้างทราบเกินกว่ากำหนด ให้ถือว่าผู้ว่าจ้างได้ตกลงรับมอบงานไว้ครบถ้วนถูกต้องตามงวดงานนั้น ๆ ว่าเรียบร้อยแล้วทุกประการ" การที่โจทก์จะมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1ทราบเพื่อตรวจรับงานตามข้อตกลงดังกล่าว โจทก์จะต้องทำการก่อสร้างแล้วเสร็จก่อนด้วย มิใช่ว่าเมื่อโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ตรวจรับงานโดยที่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จจำเลยที่ 1 ไม่ตรวจรับงานภายใน 5 วัน จะถือว่าตรวจรับงานไว้ครบถ้วนถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาจ้างได้ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าก่อสร้างงวดที่ 8 บางส่วน โจทก์ทั้งสองมิได้นำสืบให้แน่ชัดว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 คนละเท่าใด จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะฟ้องบังคับตามคำขอดังกล่าวภายในกำหนดอายุความ นั้น เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ทั้งสองนำสืบได้ไม่สมฟ้อง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกคำขอส่วนนี้เสียทั้งหมดเพราะสามารถที่จะวินิจฉัยให้คดีนี้ได้อยู่แล้ว การที่ศาลชั้นต้นให้สิทธิแก่โจทก์ทั้งสองฟ้องใหม่ในประเด็นนี้อีกจึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ทั้งสองชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์แต่เลือกที่จะฟ้องคดีใหม่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์ไม่ให้สิทธิในการฟ้องคดีใหม่ โจทก์ทั้งสองจะขอให้ศาลฎีกากลับให้สิทธิดังกล่าวซึ่งเป็นการไม่ชอบหาได้ไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2537 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ทั้งสองปลูกสร้างอาคารพักอาศัย 1 หลัง พร้อมก่อสร้างระบบประปา สุขาภิบาล บ่อบาดาล ถังเก็บน้ำใต้ดิน ในที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นค่าจ้างแรงงาน 1,606,000 บาท ค่าสัมภาระวัสดุก่อสร้าง 5,716,000 บาท รวมเป็นเงิน7,322,000 บาท ตกลงชำระค่าจ้างเป็นงวด เริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2537กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2538 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังจ้างโจทก์ทั้งสองทำงานเพิ่มเติมอีก 13 รายการ เป็นเงิน 1,098,931.38 บาท ต่อมาโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปอีก 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ 12มิถุนายน 2538 และยกเลิกระบบงานไฟฟ้าทั้งหมดเป็นเงิน 325,000 บาท คงเหลือค่าจ้าง 6,997,000 บาท กับเงินค่าจ้างงานเพิ่มเติมดังกล่าว โจทก์ทั้งสองได้ทำงานตามสัญญาเสร็จเรียบร้อยแต่จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าจ้างงวดที่ 6 เป็นเงิน 820,000 บาทงวดที่ 8 บางส่วน เป็นเงิน 567,000 บาท และค่าจ้างงานเพิ่มเติม 1,098,931.38 บาทรวมเป็นเงิน 2,485,931.38 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน2,485,931.38 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2538 ซึ่งเป็นวันส่งมอบงานงวดสุดท้ายเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ทั้งสองให้ทำการก่อสร้างอาคารเป็นเงิน 7,322,000 บาท แต่ไม่เคยว่าจ้างให้ก่อสร้างเพิ่มเติมเป็นเงิน1,098,931.38 บาท เมื่อครบกำหนดตามสัญญา โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองตกลงขยายเวลาก่อสร้างอีก 60 วัน หากก่อสร้างไม่เสร็จยอมให้ปรับวันละ 20,000 บาทครบกำหนดเวลาที่ขยายแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่สามารถก่อสร้างเสร็จตามที่ตกลงไว้ ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าจ้างงวดที่ 7 และที่ 8 จากจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 125,000 บาทคงค้างชำระแก่โจทก์ทั้งสองอีก 1,387,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองแจ้งให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขซ่อมแซมส่วนที่บกพร่องของอาคาร แต่โจทก์ทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองจึงจ้างบุคคลอื่นก่อสร้างและซ่อมแซมจนแล้ว โจทก์ทั้งสองต้องชำระค่าปรับให้แก่จำเลยทั้งสองวันละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสองรับเงินค่าจ้างที่เหลือหลังจากหักค่าปรับแล้วเป็นเงิน 237,000 บาท แต่โจทก์ทั้งสองไม่ชำระหนี้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 220,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน958,931.38 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน220,000 บาท, 600,000 บาท และ 958,931.38 บาท นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2540ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะฟ้องขอให้ชำระค่าจ้างก่อสร้างงวดที่ 8 เป็นคดีใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน1,295,403.62 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่างวดที่ 8 ใหม่ ภายในกำหนดอายุความ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อเดือนตุลาคม2537 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ทั้งสองก่อสร้างอาคารห้าชั้น 1 หลังในที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 18373 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงรายราคาค่าก่อสร้าง 7,322,000 บาท แยกเป็นค่าจ้างเหมาแรงงานของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน1,606,000 บาท ค่าจัดหาวัสดุก่อสร้างของโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 5,716,000 บาท เริ่มลงมือก่อสร้างวันที่ 1 ตุลาคม 2537 กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2538 แบ่งชำระค่าก่อสร้างเป็นเงิน 8 งวด ตามหนังสือสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ต่อมาโจทก์ทั้งสองก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามกำหนด ในวันที่ 12 มิถุนายน 2538 มีการตกลงให้ขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปอีก 60 วัน หากยังสร้างไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาที่ขยายแล้ว โจทก์ทั้งสองยอมเสียค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 ในอัตราวันละ 20,000 บาทและตกลงยกเลิกงานระบบไฟฟ้าทั้งหมดซึ่งคิดเป็นเงิน 325,000 บาท คงเหลือค่าจ้างก่อสร้างเป็นเงิน 6,997,000 บาท เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2538 โจทก์ทั้งสองมีหนังสือขอส่งมอบงานงวดที่ 6 ถึงงวดที่ 8 รวมทั้งงานที่อ้างว่าเป็นการก่อสร้างเพิ่มเติมแก่จำเลยที่ 1แต่จำเลยที่ 1 ได้ตรวจรับมอบงานทั้งหมดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2538 และจำเลยที่ 1ยังค้างชำระค่าจ้างงวดที่ 6 ทั้งหมด ก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง