คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 9743/2558
หลักกฎหมาย
ในขณะที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน นายทะเบียนมีคำสั่งให้จำเลยหยุดรับประกันวินาศภัยและมีประกาศห้ามจำเลยจำหน่ายทรัพย์สินซึ่งคำสั่งและประกาศดังกล่าวออกโดย พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 มาตรา 52 และจำเลยทราบคำสั่งและประกาศดังกล่าวแล้ว การที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้โอนที่ดินแก่โจทก์ จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา 54 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาประนีประนอมยอมความย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนอง ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงิน 21,799,315 บาท แก่โจทก์ภายใน 20 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากไม่ชำระจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 152797 และ 152798 ตำบลบางซื่อ อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1518/5 ถนนประชาราษฎร์สาย 1 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เพื่อชำระหนี้ จำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด โจทก์จึงยื่นคำขอรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำพิพากษาเพื่อชำระหนี้ตามสัญญา จากนั้นโจทก์นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ต่อมาเมื่อไถ่ถอนจำนองแล้วได้นำมาจดทะเบียนโอนขายให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เดิมจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัยทุก อธิบดีกรมการประกันภัย ในฐานะนายทะเบียนมีคำสั่งนายทะเบียนที่ 12/2550 ให้จำเลยหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราวและมีประกาศนายทะเบียนลงวันที่เดียวกัน ห้ามจำเลยเคลื่อนย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์สิน เว้นแต่เป็นการจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างตามปกติ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยให้รับผิดในมูลหนี้เงินกู้และบังคับจำนอง ต่อมามีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน อันเป็นเวลาภายหลังนายทะเบียนมีคำสั่งแล้ว จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 อย่างชัดแจ้งและตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธินำไปจดทะเบียนจำนองแก่ผู้คัดค้านที่ 1 และขายให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า สัญญาประนีประนอมยอมความ นิติกรรมการรับโอนที่ดินพิพาทของโจทก์และการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทที่สืบเนื่องต่อมาในภายหลังตกเป็นโมฆะ โดยให้โจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองไปดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินพิพาท หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งแทนการแสดงเจตนา กรณีไม่อาจกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ให้โจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 21,799,316 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเกิดขึ้นก่อนที่นายทะเบียนจะมีคำสั่งให้จำเลยหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราวและห้ามจำหน่ายทรัพย์สิน โดยโจทก์ไม่ทราบคำสั่งดังกล่าวมาก่อน คำสั่งของนายทะเบียนไม่มีผลบังคับแก่โจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก เงินที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมไปก็เพื่อให้จำเลยนำไปใช้แก้ปัญหาสภาพคล่องในการประกอบกิจการ สัญญาประนีประนอมยอมความทำขึ้นโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย อีกทั้งการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทตั้งแต่ก่อนที่โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำสั่งศาล การจดทะเบียนจำนองและไถ่ถอนจำนองระหว่างโจทก์กับผู้คัดค้านที่ 1 ตลอดจนการที่โจทก์จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 กระทำขึ้นต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายและกระทำโดยสุจริตเปิดเผยและเสียค่าตอบแทน ไม่ได้ทำให้ผู้ร้องหรือบุคคลใดเสียเปรียบ นิติกรรมไม่ตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยและให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 152797 และ 152798 ตำบลบางซื่อ อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1518/5 ถนนประชาราษฎร์สาย 1 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยกับโจทก์ และเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองและไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1518/5 ระหว่างโจทก์กับผู้คัดค้านที่ 1 และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1518/5 ระหว่างโจทก์กับผู้คัดค้านที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย จำเลยกู้เงินโจทก์เป็นเงิน 20,000,000 บาท พร้อมทั้งจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 152797 และ 152798 ตำบลบางซื่อ อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1518/5 ถนนประชาราษฎร์สาย 1 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นประกั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง