คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554
ฎีกาที่ 9749/2554
หลักกฎหมาย
โจทก์เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสถาบันของจำเลย การที่โจทก์นำผู้ใต้บังคับบัญชาไปที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อพบลูกค้าของจำเลยจึงเป็นการออกไปทำงานให้แก่จำเลยตามหน้าที่ระหว่างโจทก์ออกไปพบลูกค้าที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทยพาณิชย์ลูกค้าจำเลยโทรศัพท์มาขอยกเลิกคำสั่งซื้อหุ้น แต่โจทก์ไม่สามารถกระทำการยกเลิกให้ได้ โจทก์จึงแจ้งรหัสผ่านและชื่อผู้เข้าใช้ของเครื่องคอมพิวเตอร์ของโจทก์แก่ ส. เพื่อเข้าระบบไปยกเลิกคำสั่งซื้อหุ้น เป็นการกระทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์และความเสียหายของจำเลย ต่อมาเมื่อโจทก์ยกเลิกคำสั่งซื้อหุ้นไม่ทัน จึงแก้ไขโดยขายหลักทรัพย์ดังกล่าวแก่ จ. ลูกค้าอีกรายในราคาที่ซื้อมาโดยมิได้ปฎิบัติตามระเบียบว่าด้วยวิธีการโอนรายการซื้อขายหลักทรัพย์ผิดพลาดเข้าบัญชีของบริษัท ซึ่งโจทก์ได้รับการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว การกระทำของโจทก์จึงยังไม่ถึงขั้นเป็นความผิดร้ายแรง กรณีไม่มีเหตุเพียงพอที่จำเลยจะลงโทษโจทก์ถึงขั้นเลิกจ้าง จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายและค่าตอบแทน 13,358,427.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยและยกเลิกหนังสือลงโทษปลดออกกับแจ้งประกาศหนังสือพิมพ์รายวันธุรกิจ 2 ฉบับ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหาย 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง(วันที่ 17 พฤศจิกายน 2549) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 เวลา 10 ถึง 11 นาฬิกาโจทก์ได้รับคำสั่งซื้อหลักทรัพย์ทางโทรศัพท์จากลูกค้าสถาบันรายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทยพาณิชย์ (SCB Bank For Provident Fund) ซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยเลขที่บัญชี 99 - 27000 - 1 จำนวน 3 รายการ คือ หลักทรัพย์ของบริษัทไทยโอเลฟินส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ท็อค (TOC) 5,000 หุ้น หุ้นละ 59.50 บาท บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ท็อบ (TOP) 220,900 หุ้น หุ้นละ 67.50 บาท และหลักทรัพย์ของบริษัทชิโน - ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ สเต็ค (STEC) 1,235,000 หุ้น หุ้นละ 11.70 บาท โจทก์ให้เจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาส่งคำสั่งซื้อเข้าไปในระบบ ตามหุ้น จำนวนหุ้น ราคาหุ้น ที่ลูกค้าสั่งซื้อ เว้นแต่หุ้นของบริษัทชิโน - ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ส่งคำสั่งซื้อเพียง 435,000 หุ้น หุ้นละ 11.70 บาท เวลา 12.30 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดทำการในช่วงเช้า โจทก์และผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทั้งหมดอีก 2 คน ออกจากสำนักงานของจำเลยเดินทางด้วยรถยนต์ของจำเลยที่โจทก์ขออนุญาตใช้ไว้แล้วเพื่อไปพบกับบริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด(มหาชน) ลูกค้าสถาบันของจำเลยที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าวซึ่งโจทก์ได้นัดไว้ก่อนล่วงหน้าเช่นเดียวกัน โจทก์แนะนำผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาให้รู้จักกับลูกค้าพร้อมกับรับใบจองหุ้นของบริษัทพรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) จากลูกค้า เสร็จธุระและรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้วจึงออกเดินทางกลับสำนักงานเวลา 14 นาฬิกาเศษ ขณะนั้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังไม่เปิดทำการในช่วงบ่าย ในวันดังกล่าวตอนบ่ายศาลปกครองนัดฟังคำสั่งเกี่ยวกับการขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งชะลอการกระจายหุ้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไว้ก่อน ระหว่างนั้นมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่ห้องทำงานของโจทก์ขณะที่โจทก์กับทีมงานไม่อยู่หลายครั้ง ต่อมาโจทก์ได้รับทราบทางโทรศัพท์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทยพาณิชย์ลูกค้าในระหว่างเดินทางกลับว่าศาลปกครองมีคำสั่งให้ชะลอการกระจายหุ้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไว้ก่อนประสงค์จะขอยกเลิกคำสั่งซื้อหุ้นทั้ง 3 รายการดังกล่าว โจทก์จึงโทรศัพท์ถึงนายสุรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด 4/1 ของจำเลยช่วยเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ของโจทก์โดยโจทก์ได้ให้รหัสผ่าน (Password) และรหัสประจำตัวของโจทก์หรือชื่อผู้เข้าใช้ (User) แก่นายสุรัตน์ ขอให้นายสุรัตน์เข้าระบบการซื้อขายเพื่อยกเลิกคำสั่งซื้อหุ้นทั้ง 3 รายการนั้น แต่ไม่สามารถยกเลิกได้เพราะคำสั่งซื้อดังกล่าวได้รับการยืนยันการซื้อแล้วทั้งหมด เวลาประมาณ 14.40 นาฬิกา โจทก์และทีมงานกลับถึงสำนักงาน โจทก์ได้ใช้คอมพิวเตอร์ของโจทก์ที่เปิดอยู่เข้าระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ ในคอมพิวเตอร์พบว่าคำสั่งซื้อหุ้นทั้ง 3 รายการได้รับการยืนยันแล้ว โจทก์สอบถามไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทยพาณิชย์ลูกค้าก็ได้รับคำยืนยันกลับมาว่าขอยกเลิกการซื้อหุ้นทั้ง 3 รายการจริงจึงเป็นรายการผิดพลาดจากการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ไม่ถูกต้องตามคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ของลูกค้าซึ่งจะต้องมีการแก้ไข โจทก์ใช้วิธีแก้ไขโดยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตั้งราคาขายหลักทรัพย์ดังกล่าวในราคาที่ซื้อมาไม่ได้ใช้วิธีโอนรายการซื้อขายหลักทรัพย์ผิดพลาดเข้าบัญชีของบริษัท (Error Port)ตามระเบียบที่ 5/2543 ระเบียบวิธีปฏิบัติ เรื่อง การอนุมัติเปลี่ยนแปลงรายการซื้อขายหลักทรัพย์ของจำเลย ระหว่างนั้นโจทก์ได้หารือกับนายสุรัตน์ว่ามีลูกค้ารายใดที่จะรับโอนหลักทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดหรือไม่ นายสุรัตน์ติดต่อลูกค้ารายย่อยรายนางวารุณีได้ ต่อมามีหลักฐานเบื้องต้นในวันเดียวกันตามแบบคำขออนุมัติเปลี่ยนแปลงรายการซื้อขายหลักทรัพย์และใบเมมโม (MEMO) ที่โจทก์ชี้แจงเหตุผลในการขอเปลี่ยนแปลงมีนางสาวสุดธิดา ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของโจทก์และนางวิไลวรรณ รองประธานกรรมการบริหารของจำเลยเป็นผู้ลงนามอนุมัติและรับทราบการเปลี่ยนแปลงชื่อลูกค้าผู้รับซื้อจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทยพาณิชย์เป็นนางวารุณีแทน ก่อนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดทำการในช่วงบ่ายมีการขายหลักทรัพย์ที่นางวารุณีรับซื้อไว้ดังกล่าวมีกำไร 140,000
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง