ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 9777/2539

หลักกฎหมาย

การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ในคดีนี้เป็นการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลสุรวงศ์ตำบลสีลมอำเภอบางรักและตำบลยานนาวาตำบลทุ่งมหาเมฆตำบลทุ่งวัดดอนตำบลช่องนนทรีอำเภอยานนาวา จังหวัดพระนครพ.ศ.2511และพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์และแขวงสีลมเขตบางรักและแขวงยานนาวาแขวงทุ่งมหาเมฆแขวงทุ่งวัดดอนและแขวงช่องนนทรีเขตยานนาวา กรุงเทพมหานครพ.ศ.2516แต่ภายหลังจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530และประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่44เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มีผลใช้บังคับแล้วการดำเนินการในเรื่องค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ที่ถูกเวนคืนก็ยังไม่เสร็จสิ้นดังนั้นการดำเนินการต่อไปในเรื่องนี้จึงต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ที่แก้ไขแล้วทั้งนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา36วรรคสองและประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่44ข้อ4วรรคหนึ่งและเนื่องจากพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์พ.ศ.2516มิได้กำหนดเรื่องเงินค่าทดแทนไว้เป็นการเฉพาะการกำหนดเงินค่าทดแทนจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติมาตรา21แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ซึ่งบัญญัติหลักการสำคัญไว้ในวรรคแรกว่าการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้ถูกเวนคืนต้องให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมส่วนที่มาตรา21วรรคสองบัญญัติว่าถ้าการงานหรือกิจการอย่างใดที่ทำไปในการเวนคืนได้กระทำให้อสังหาริมทรัพย์ที่เหลืออยู่นั้นมีราคาสูงขึ้นให้เอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักออกจากเงินค่าทดแทนและวรรคสามบัญญัติว่าถ้าต้องเวนคืนอสังหาริมทรัพย์แต่เพียงส่วนหนึ่งและส่วนที่เหลือนั้นราคาลดลงให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้เฉพาะสำหรับส่วนที่เหลืออันราคาลดลงนั้นด้วยมาตรา21วรรคสองและวรรคสามนี้เป็นบทบัญญัติที่เป็นหลักการในการสนับสนุนให้การเวนคืนเป็นไปด้วยความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมโดยสมบูรณ์เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการเวนคืนทำให้อสังหาริมทรัพย์ที่เหลืออยู่มีราคาสูงขึ้นแล้วหากไม่นำเอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักออกจากเงินค่าทดแทนก็จะทำให้ผู้ถูกเวนคืนได้รับผลประโยชน์จากการเวนคืนแต่ฝ่ายเดียวในทางตรงกันข้ามหากอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เหลือนั้นราคาลดลงแล้วหากผู้ถูกเวนคืนไม่ได้รับเงินค่าทดแทนในส่วนนี้ก็ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนซึ่งขัดต่อหลักการสำคัญของมาตรา21ที่ให้กำหนดค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมส่วนมาตรา21วรรคสี่นั้นเป็นเพียงวิธีการที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการสำคัญของมาตรา21เท่านั้นแม้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณออกใช้บังคับแล้วตามมาตรา21วรรคสี่ก็ไม่ใช่กรณีที่จะทำให้หลักการตามมาตรา21วรรคสองและวรรคสามใช้ไม่ได้หากปรากฏชัดว่าที่ดินในส่วนที่เหลือของโจทก์มีราคาสูงขึ้นเพราะการเวนคืนแล้วก็ชอบที่จะนำเอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักออกจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่503 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน46 ตารางวา เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2516 ได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ และแขวงสีลม เขตบางรักและแขวงยานนาวา แขวงทุ่งมหาเมฆ แขวงทุ่งวัดดอน และแขวงช่องนนทรีเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2516 เพื่อสร้างทางและปรับปรุงระบบระบายน้ำสำหรับกรุงเทพมหานคร และจำเลยที่ 4เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ดินโจทก์อยู่ในบริเวณที่จะถูกเวนคืนบางส่วน เนื้อที่ 3 งาน 27 ตารางวา จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 3 มิถุนายน 2534 แจ้งให้โจทก์ทราบว่า ราคาค่าทดแทนที่ดินโจทก์ที่ถูกเวนคืนตารางวาละ 30,000 บาทคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 9,810,000 บาท และได้นำราคาที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนซึ่งมีราคาสูงขึ้นไปหักกลบลบกับค่าทดแทนตามจำนวนดังกล่าวแล้วเกลื่อนกลืนกัน จึงไม่ต้องชำระเงินแก่โจทก์อีกซึ่งโจทก์เห็นว่าการกำหนดราคาค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนต่ำไปจึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 4 ที่ดินโจทก์ที่กล่าวถึงข้างต้นอยู่ถนนสีลมซึ่งเป็นถนนสายสำคัญของย่านธุรกิจที่มีความเจริญมีราคาซื้อขายกันตามปกติตารางวาละ 500,000 บาท โจทก์ขอคิดค่าทดแทนในอัตราดังกล่าวคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 163,500,000 บาท ในการเวนคืนนี้เมื่อตัดถนนแล้วที่ดินโจทก์ส่วนที่เหลือในระยะ 15 เมตร จากเขตถนนได้มีข้อบัญญัติของจำเลยที่ 1 ห้ามก่อสร้างอาคาร ทำให้ที่ดินโจทก์ส่วนนี้เสียไป 75 ตารางวา และโจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ จึงขอคิดค่าเสียหายส่วนนี้ในราคาตารางวาละ 500,000 บาทเป็นเงิน 35,000,000 บาท ที่จำเลยทั้งสี่อ้างว่าที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้นก็เป็นเพียงการคาดคะเนไม่แน่นอนคณะกรรมการของจำเลยทั้งสี่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และคิดคำนวณแล้วนำไปหักจากค่าทดแทนได้ การที่จำเลยทั้งสี่กำหนดค่าทดแทนเกี่ยวกับหลุมศพ ค่ารื้อถอน ค่าขนย้ายค่าก่อสร้างขึ้นใหม่ ค่าหมอดู และค่าพิธีกรรมทางศาสนาให้เพียง1,814,320 บาท นั้นก็ต่ำไป โจทก์ขอคิดจากจำเลยทั้งสี่เป็นเงิน 18,147,200 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน216,647,200 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินโจทก์ที่ถูกเวนคืนมิได้ตั้งอยู่บนถนนสีลา และที่ดังกล่าวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นที่อยู่อาศัยหรือประกอบธุรกิจในทางพาณิชย์ได้ จึงไม่มีค่าในเชิงธุรกิจ ราคาที่โจทก์อ้างตามเอกสารท้ายฟ้องนั้น มิใช่ราคาซื้อขายตามปกติในท้องตลาดราคาค่าทดแทนที่คณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาและจำนวนเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ และแขวงสีลา เขตบางรักและแขวงยานนาวา แขวงทุ่งมหาเมฆ แขวงทุ่งวัดดอน และแขวงช่องนนทรีเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2516 กำหนดและแจ้งให้โจทก์ทราบเป็นราคาเหมาะสมและชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ดินโจทก์ที่ถูกเวนคืนอยู่ในโซน 05 บล็อกเอฟ. หน่วยที่ 4 ราคาตารางวาละ30,000 บาท ราคาดังกล่าวเป็นราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินที่ใช้บังคับในปี 2531 ที่ดินโจทก์ที่ถูกเวนคืนจำนวน 327 ตารางวาคิดเป็นเงินค่าทดแทนทั้งสิ้น 9,810,000 บาท ที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนจำนวน 1,819 ตารางวา คิดเป็นเงิน 54,570,000 บาทที่ดินส่วนนี้ติดถนนที่สร้างใหม่โจทก์จึงได้รับประโยชน์ในทางพาณิชย์อย่างมาก เมื่อนำราคาประเมินปัจจุบันของถนนสาธรซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงมาเปรียบเทียบจะมีราคาตารางวาละ 80,000 บาทเมื่อคิดคำนวณแล้วที่ดินส่วนที่เหลือจะมีราคาทั้งสิ้น 145,520,000บาทและเมื่อนำไปหักด้วยราคา 54,570,000 บาท แล้วราคาที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนจะสูงขึ้น 90,950,000 บาท เมื่อนำราคาดังกล่าวนี้ไปหักกลบลบกับเงินค่าทดแทนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530ปรากฏว่าเกลื่อนกลืนกัน ส่วนข้อที่โจทก์อ้างว่ามีการห้ามมิให้ก่อสร้างอาคารภายในระยะ 15 เมตร จากเขตถนนนั้นก็ไม่มีประกาศห้ามและตามข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครนั้น อาคารที่จะก่อสร้างริมถนนสาธารณะที่มีความกว้าง 20 เมตร ให้ร่นแนวอาคารห่างจากถนน 2 เมตร สำหรับถนนที่ตัดใหม่และที่ดินโจทก์ส่วนนี้เหลือติดกับถนนดังกล่าวนี้เป็นถนนกว้าง 60 เมตร ก็ให้เว้นแนวอาคารที่จะปลูกสร้างเพียง 2 เมตร เท่านั้น ค่าทดแทนที่โจทก์เรียกร้องในส่วนนี้เป็นการกำหนดล่วงหน้าและเป็นเรื่องในอนาคตจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสี่ ค่าทดแทนหลุมศพ ค่ารื้อถอนและฝังศพใหม่ค่าพิธีกรรมในทางศาสนาคณะกรรมการฯ กำหนดให้เหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว โจทก์ไม่ใช่เจ้าของศพทั้งมิได้รับมอบหมายจากทายาทหรือเจ้าของ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9777/2539 · ทนอย Thanoy