ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 9802/2552

หลักกฎหมาย

ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองและร่วมกันพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 339, 340 ตรี, 371 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี, 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมแล้วจำคุก 15 ปี 14 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้าย 2 คน ร่วมกันใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นจี้นางสาวอมรรัตน์ ผู้เสียหาย แล้วร่วมกันชิงรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน มมม กท 529 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองและร่วมกันพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์นั้น โจทก์มีนางสาวอมรรัตน์ ผู้เสียหาย มาเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 2 นาฬิกา พยานขับรถจักร-ยานยนต์ออกจากโรงแรมพิมานมาจอดติดไฟแดงที่สี่แยกเอราวัณ ซึ่งมีรถจักรยานยนต์อีกคันจอดติดไฟแดงอยู่ด้วยโดยมีผู้ชายซึ่งเป็นคนขับสวมหมวกนิรภัย จำเลยนั่งซ้อนท้ายใช้เสื้อลายพรางทหารคาดที่บริเวณศีรษะ เมื่อได้สัญญาณไฟเขียว พยานขับรถจักรยานยนต์ไปถึงบริเวณบ้านโนนหัวช้าง รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวขับตามมาประกบรถผู้เสียหายนานประมาณ 3 นาที จำเลยชักอาวุธปืนออกจากเอวมาจี้เอวผู้เสียหายแล้วจำเลยใช้มืออีกข้างเข้ามาดึงกุญแจรถที่ผู้เสียหายขับทำให้เครื่องยนต์ดับทันทีแต่รถยังแล่นไปตามแรงเฉื่อยได้เล็กน้อย รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวขับไปจอดด้านหน้ารถของผู้เสียหาย จำเลยลงจากรถเดินมาหาผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายต้องเลี้ยวรถกลับพร้อมเข็นรถจักรยานยนต์ไปด้วยเพื่อหลบหนี จำเลยเดินตามมาติด ๆ ผู้เสียหายคิดว่าไม่สามารถหลบหนีจำเลยได้แล้วจึงทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ จำเลยใช้ลูกกุญแจที่ดึงไปเสียบที่รูกุญแจติดเครื่องยนต์ขับตามพวกของจำเลยหลบหนีไปทางตลาดเสาธง ผู้เสียหายโทรศัพท์ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะแจ้งเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบถึงรูปพรรณสัณฐานของคนร้าย พาหนะที่ใช้รวมทั้งเส้นทางที่คนร้ายหลบหนีด้วย เห็นว่า แม้ว่าเหตุจะเกิดในเวลากลางคืน แต่ได้ความจากผู้เสียหายและพันตำรวจโทวีระชัย พนักงานสอบสวนที่ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าสาธารณะที่ติดอยู่ริมทางและที่เกาะกลางถนน แม้ผู้เสียหายจะไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน แต่ผู้เสียหายมีโอกาสเห็นหน้าจำเลยหลายครั้งโดยครั้งแรกขณะที่จอดรถติดสัญญาณไฟแดง ครั้งที่ 2 เห็นขณะถูกขับรถตามประกบนานถึง 3 นาที แล้วเห็นจำเลยชักอาวุธปืนจากเอวมาจี้เอวผู้เสียหายพร้อมกับดึงกุญแจรถ ครั้งที่ 3 เห็นจำเลยขณะพวกของจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปดักหน้าผู้เสียหายแล้วจำเลยลงจากรถเดินมาที่ผู้เสียหายจนผู้เสียหายเลี้ยวรถกลับพร้อมกับเข็นรถไป มาเห็นจำเลยอีกครั้งเมื่อจำเลยนำกุญแจรถที่ดึงไปมาติดเครื่องยนต์รถของผู้เสียหายแล้วขับหลบหนีไป ขณะเกิดเหตุจำเลยมิได้มีอะไรปิดบังใบหน้ามีแต่ใช้เสื้อลายพรางทหารคาดไว้ที่บริเวณศีรษะ หลังจากเกิดเหตุประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้เสียหายเห็นจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลพบุรีก็ชี้ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายนอกจากนี้โจทก์ยังมีดาบตำรวจฉลอง เต็มแป้น มาเบิกความว่า ขณะที่พยานกับพวกปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่บริเวณวงเวียนสระแก้ว พยานได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุ 191 ว่ามีคนร้าย 2 คน ระบุการแต่งกายและรถจักรยานยนต์ที่ใช้กระทำผิด พยานกับพวกใช้รถยนต์กระบะของกรมตำรวจไปที่เกิดเหตุ ระหว่างทางพบวัยรุ่น 2 คน ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อและสีตามที่ได้รับแจ้งคนละคันแล่นสวนทางมา โดยคนร้ายคนแรกสวมหมวกนิรภัย ส่วนคนหลังใช้ผ้าคาดบริเวณต้นคอปิดเฉพาะปากไม่ปิดจมู
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9802/2552 · ทนอย Thanoy