คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560
ฎีกาที่ 9811/2560
หลักกฎหมาย
ตามเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ก็เพื่อกำหนดมาตรการต่างๆ ให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและตัดวงจรการประกอบอาชญากรรม จึงมีการกำหนดมาตรการทางอาญาที่ดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำความผิดฐานฟอกเงินซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลที่พิจารณาคดีอาญา โดยกำหนดโทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดด้วยการจำคุก ปรับ หรือริบทรัพย์ทางอาญา และกำหนดมาตรการทางแพ่งในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 6 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 ไว้และให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวกฎหมายบัญญัติให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง และไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ ก็สามารถดำเนินการต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการคนละส่วนกับมาตรการทางอาญาที่ดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำความผิดฐานฟอกเงิน การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจึงมิใช่คดีอาญา ย่อมไม่อยู่ในบังคับอายุความทางอาญาตาม ป.อ. มาตรา 95 แต่เป็นมาตรการทางแพ่งที่ให้อำนาจรัฐในการติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจากผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อไม่ให้ยึดถือทรัพย์สินไว้ได้ต่อไปโดยให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน อันเป็นหลักการและเหตุผลตามที่บัญญัติเพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งต่างจากหนี้ที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิในการที่จะบังคับให้ลูกหนี้กระทำการหรืองดเว้นการอันใดอันหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ตามมูลหนี้ที่สามารถบังคับกันได้ตามกฎหมายดังเช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ต้องกระทำภายในกำหนดอายุความทางแพ่ง กรณีย่อมไม่อยู่ในบังคับว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้โดยไม่มีอายุความ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 14/2560)
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 95ป.พ.พ. 193/30พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 3พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 51พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 59
คำพิพากษา (บางส่วน)
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินทั้ง 5 รายการ คือ 1. ที่ดินโฉนดเลขที่ 1071 เนื้อที่ 3 งาน ราคาประเมินตารางวาละ 42,000 บาท เป็นเงิน 12,600,000 บาท มีชื่อนางยุพเรศ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ 2. ที่ดินโฉนดเลขที่ 2036 เนื้อที่ 1 งาน ราคาประเมินตารางวาละ 42,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,200,000 บาท มีชื่อนางยุพเรศ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ 3. ตึก 2 ชั้น 1 หลัง เลขที่ 473/6 พร้อมสระว่ายน้ำ ราคา 12,000,000 บาท ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1071 และ 2036 มีชื่อนายศุภลักษณ์ เป็นเจ้าบ้านในทะเบียนบ้าน 4. ที่ดินโฉนดเลขที่ 185077 เนื้อที่ 52 ตารางวา ราคาประเมินตารางวาละ 17,000 บาท เป็นเงิน 884,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และ 5. ตึก 2 ชั้น 1 หลัง เลขที่ 247/22 ราคา 2,000,000 บาท ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 185077 ของผู้คัดค้านที่ 2 รวมเป็นเงิน 31,684,000 บาท ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายธีรพล บุตรผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ทรัพย์สินพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า บริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ มีนายวีระนนท์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2526 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2536 ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยานายวีระนนท์และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท คือวันที่ 23 สิงหาคม 2519 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2529 และเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2520 ถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2529 ผู้คัดค้านที่ 2 น้องชายวีระนนท์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท และเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท มีหน้าที่ดูแลกิจการของบริษัทจนถึงปี 2536 ก่อนโอนกิจการให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2536 และวันที่ 13 พฤษภาคม 2536 ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหนังสือถึงอธิบดีกรมตำรวจและผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ กล่าวโทษนายวีระนนท์ ผู้คัดค้านทั้งสองกับพวก เนื่องจากตรวจสอบพบว่ากรรมการบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด กระทำทุจริตเป็นเหตุให้บริษัทและผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหายเป็นเงิน 2,399,400,000 บาท ด้วยการปลอมตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทอื่น 25 บริษัท ปลอมสัญญากู้ยืมและสัญญาค้ำประกันของบริษัทอื่น 4 บริษัท ปลอมสัญญากู้ยืม สัญญาค้ำประกัน และตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทอื่น 1 บริษัท และลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท แล้วเบียดบังเอาเงินดังกล่าวด้วยการออกเช็คของบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด ไปเข้าบัญชีของนายวีระนนท์และผู้อื่น อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 ตรี, 75 จัตวา, 75 สัตต, 75 อัฏฐ, 75 ทศ, 75 เอกาทศ และ 75 ทวาทศ พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 238, 296 และ 312 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266 และ 268 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองข้อแรกว่า ทรัพย์สินทั้ง 5 รายการ ตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ตามที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาก็ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญอยู่ที่ว่าทรัพย์สินตามคำร้องนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ โดยมิพักต้องคำนึงว่าเจ้าของทรัพย์สินนั้นถูกฟ้องคดีอาญาหรือไม่ และได้กระทำความผิดตามมูลฐานหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานผู้ร้องว่า มีการปลอมสัญญากู้ยืม สัญญาค้ำประกัน และตั๋วสัญญาใช้เงิน และลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท แล้วเบียดบังเอาเงินของบริษัทไป จนเป็นเหตุให้บริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 2,399,400,000 บาท ส่วนผู้คัดค้านท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง