ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 9836/2551

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 2 ร้องตะโกนว่า "เอาเลย" แล้วจำเลยที่ 1 จึงเตะผู้เสียหาย ถือว่าจำเลยที่ 2 ยุยงส่งเสริมเป็นผู้ใช้หรือก่อให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตาม ป.อ. มาตรา 84 มิใช่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตาม ป.อ. มาตา 83 ดังที่โจทก์ฟ้อง จึงลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามที่โจทก์ฟ้องไม่ได้เพราะข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แต่การร้องบอกของจำเลยที่ 2 ที่ว่าเอาเลยหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ก็เตะผู้เสียหายทันที จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ดังนี้ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายนายทีฆายุผู้เสียหาย โดยจำเลยที่ 2 ใช้แก้วเหล้าขว้างที่หลังของผู้เสียหายจำนวน 1 ครั้ง ใช้มือกระชากคอเสื้อและใช้มือตบหน้าผู้เสียหายจำนวน 1 ครั้ง จำเลยที่ 1 ใช้เท้าเตะบริเวณใบหน้าผู้เสียหายจำนวน 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ดั้งจมูกของผู้เสียหายหักได้รับบาดเจ็บใบหน้าผู้เสียหายจำนวน 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ดั้งจมูกของผู้เสียหายหักได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัสต้องเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297, 83, 58 และบวกโทษจำเลยที่ 1 ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1991/2540 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษคดีนี้ด้วย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ หลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูกมาตรา 297 (8)), 83 ให้จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายไปแล้วนับเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 1 จำนวนหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี ให้นำโทษจำคุกจำเลยที่ 1 จำนวน 1 ปี ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1991/2540 ของศาลชั้นต้นมาบวกกับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ รวมแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 3 ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์พยานหลักฐานในคดีแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายและจำเลยที่ 2 มีเหตุทะเลาะวิวาทกัน โดยจำเลยที่ 2 ใช้แก้วเหล้าขว้างปาถูกผู้เสียหายบริเวณหลังและตบหน้าผู้เสียหาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้เท้าเตะที่ใบหน้าของผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ เห็นว่า เหตุในคดีนี้เกิดขึ้นที่สถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับในขณะที่ผู้เสียหายและเพื่อนไปเที่ยว ณ สถานบันเทิงดังกล่าว พยานโจทก์ซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่เบิกความยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองคือ ผู้เสียหายและนายจักรพงศ์ ซึ่งเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ในขณะที่ผู้เสียหายและนายจักรพงศ์เดินออกจากสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับไปเข้าห้องน้ำบริเวณด้านนอกและเดินกลับมาจะเข้าสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับได้เดินผ่านจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 กล่าวหาผู้เสียหายว่าเหยียบเท้าและไม่ขอโทษ แต่ผู้เสียหายโต้เถียงว่าไม่ได้เหยียบเท้าจำเลยที่ 2 นายจักรพงศ์ได้ขอร้องให้ผู้เสียหายขอโทษจำเลยที่ 2 เพื่อที่จะไม่ให้มีเรื่องกันซึ่งผู้เสียหายก็กล่าวคำขอโทษจำเลยที่ 2 หลังจากนั้นผู้เสียหายและนายจักรพงศ์ก็ไม่ได้เข้าไปในสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับเนื่องจากใกล้เวลาจะปิด โดยในระหว่างที่เดินอยู่ด้านนอกนั้นผู้เสียหายถูกปาด้วยแก้วที่ด้านหลัง เมื่อผู้เสียหายและนายจักรพงศ์หันไปดูเหตุการณ์ก็เห็นจำเลยที่ 2 จึงเข้าใจว่าเป็นผู้ปาแก้ว แล้วจำเลยที่ 2 ได้เดินเข้ามาหาผู้เสียหายและใช้มือตบหน้าผู้เสียหาย นายจักรพงศ์จึงเข้าไปห้ามจำเลยที่ 2 มิให้ทำร้ายผู้เสียหายอีก ส่วนผู้เสียหายก็ได้ไปนั่งที่ม้ายาวบริเวณหน้าห้องน้ำ จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นจะเห็นว่าตั้งแต่ผู้เสียหายและเพื่อนมาเที่ยวสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองหรือทะเลาะกับกลุ่มบุคคลใด จะมีเพียงเหตุกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้เสียหายและจำเลยที่ 2 เท่านั้น กรณีจึงเชื่อว่าคนที่ปาแก้วมาที่หลังผู้เสียหายก็คือจำเลยที่ 2 นั่นเอง ประกอบกับเมื่อเกิดเหตุการณ์ปาแก้วแล้วจำเลยที่ 2 ได้เดินเข้ามาทำร้ายผู้เสียหายโดยใช้กำลังตบที่ใบหน้าจนนายจักรพงศ์ต้องเข้าห้าม แม้นายจักรพงศ์จะให้การในชั้นศาลว่าจำเลยที่ 2 เดินเข้ามาจะหาเรื่องกับผู้เสียหายโดยเงื้อมือจะทำร้ายผู้เสียหาย นายจักรพงศ์จึงเข้าห้ามและมีการชุลมุนกัน ผู้เสียหายจะถูกทำร้ายหรือไม่จำไม่ได้แต่ก็เห็นผู้เสียหายเซไปทางห้องน้ำ แต่นายจักรพงศ์ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังวันเกิดเหตุประมาณ 4 วันว่า จำเลยที่ 2 ได้เดินตามมาแล้วกระชากคอเสื้อผู้เสียหายและใช้มือตบผู้เสียหาย 1 ครั้ง ทำให้ผู้เสียหายเซถอยไป จากคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวนายจักรพงศ์ให้การหลังเกิดเหตุไม่นานน่าเชื่อว่าให้การไปตามความจริงที่ตนประสบมา และเป็นคำให้การที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายและนายจักรพงศ์เ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9836/2551 · ทนอย Thanoy