คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 984/2546
หลักกฎหมาย
จำเลยเดินทางมาที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อฟังการพิจารณาคดี โดยเก็บอาวุธปืนไว้ในรถยนต์ จำเลยกับผู้ตายมีเรื่องขึ้นโรงศาลหลายครั้งหลายหน แต่จำเลยไม่ได้ตระเตรียมหรือไตร่ตรองไว้ก่อนว่าจะมาดักฆ่าผู้ตายที่บริเวณที่เกิดเหตุในที่ชุมนุมชนกลางใจเมืองในกรุงเทพมหานคร ยังไม่พอฟังว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) คงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยเจตนาตามมาตรา 288 มิได้เป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาและศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขและลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายประกอบมาตรา 185 วรรคสอง มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2542 เวลากลางวันจำเลยมีอาวุธปืนพกชนิดรีวอลเวอร์ ขนาด .38 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานจำนวน 1 กระบอก และมีเครื่องกระสุนปืนขนาดเดียวกัน จำนวนหลายนัดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยได้พาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวไปในเมืองตามถนนราชินี ข้างศาลอาญากรุงเทพใต้ อันเป็นทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิง นางการะเกด สมิตามร และเด็กชายการุณย์ สมิตามร โดยยิงทีละนัดสลับกันหลายนัดกระสุนปืนถูกบริเวณร่างกายหลายแห่งโดยมีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กระทำโดยทรมาน และโดยทารุณโหดร้าย เป็นเหตุให้นางการะเกด และเด็กชายการุณถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4)(5), 371, 32, 33, 91พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และสั่งริบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนเศษตะกั่วชิ้นส่วนหัวกระสุนปืนและซองพกใน 1 ซอง ของกลาง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4118/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตและฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะ ปฏิเสธข้อหาพาอาวุธปืน แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4), 371, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษ ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนวางโทษประหารชีวิต ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต วางโทษจำคุก 1 ปี ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไป ในเมืองและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดวางโทษจำคุก 1 ปี เมื่อวางโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนถึงประหารชีวิตแล้ว จึงไม่นำโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นมารวมอีก คงประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว ริบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน เศษตะกั่วชิ้นส่วนหัวกระสุนปืนและซองพกใน1 ซอง ของกลาง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมและอุกอาจในที่สาธารณะโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองและไม่ละเว้นแม้กระทั่งเด็ก ถึงแม้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน และให้การรับในชั้นพิจารณาว่าได้ฆ่าผู้ตายทั้งสองก็ตาม ก็เป็นเพราะจำเลยจำนนต่อพยานหลักฐาน จึงไม่มีเหตุที่ลดโทษให้ นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4118/2539 หมายเลขแดงที่ 11653/2543ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยฆ่าผู้ตายทั้งสองเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ โจทก์มีนายสมบัติ อ่อนศรี ซึ่งประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างกับนางสุภาพร อุทาจิต ซึ่งประกอบอาชีพค้าขายน้ำอยู่บริเวณริมคลองหลอดใกล้เคียงกับศาลอาญากรุงเทพใต้เป็นประจักษ์พยานมาเบิกความตรงกันในสาระสำคัญว่า ในวันเกิดเหตุนายสมบัติได้ขับรถจักรยานยนต์ข้ามสะพานเจริญศรีแล้วเลี้ยวซ้ายย้อนศรไปตามถนนราชินีได้ประมาณ 30 เมตร ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด มาจากทางด้านซ้ายมือ จึงหยุดรถจักรยานยนต์และมองไปทางด้านซ้ายมือในระยะห่างประมาณ 3 ถึง 4 เมตร เห็นผู้ตายทั้งสองและจำเลยอยู่ที่ข้างรถยนต์กระบะสีเขียวป้ายแดงที่จอดอยู่จำเลยถืออาวุธปืน ส่วนนางการะเกดผู้ตายล้มลงไป จากนั้นจำเลยหันกลับเดินอ้อมท้ายรถยนต์กระบะไปยิงเด็กชายการุณย์ล้มคว่ำลงไปแล้วย้อนกลับไปยิงนางการะเกดอีก 1 นัด และกลับไปคร่อมเด็กชายการุณย์จ่อยิงที่ศีรษะอีก 1 นัดหลังจากนั้นจำเลยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่ออาวุธปืนและเดินไปทางสะพานเจริญศรีเมื่อเกิดเหตุแล้วมีเจ้าพนักงานตำรวจนำคนเจ็บทั้งสองส่งโรงพยาบาล ประมาณ 10 นาทีเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามมายังที่เกิดเหตุสอบถามว่าผู้ใดเห็นเหตุการณ์ พยานโจทก์ทั้งสองตอบว่าเห็นเหตุการณ์จึงนำตัวไปสอบปากคำไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม เห็นว่า คดีนี้เหตุเกิดเวลากลางวัน ประจักษ์พยานโจทก์ต่างเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุราว 3 ถึง 4 เมตร และ 7 เมตรตามลำดับ ย่อมเห็นและจำจำเลยได้ แม่นยำไม่ผิดตัว เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมตัวจำเลยได้และให้พยานทั้งสองไปชี้ตัวก็ยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสอง ส่วนจำเลยนำสืบหักล้างว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยไปที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อฟังการพิจารณาคดี แต่ยังไม่ได้เข้าไปในห้องพิจารณา เพราะศาลติดพิจารณาคดีอื่นอยู่ จำเลยจึงนั่งรออยู่ข้างนอก หลังจากเสร็จการพิจารณาคดีแล้วทนายจำเลยออกมาพบจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง