คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 9842/2542
หลักกฎหมาย
การนำสืบถึงที่มาแห่งมูลหนี้ตามฟ้อง ไม่เป็นการนำสืบแตกต่างจากฟ้องในข้อที่เป็นสาระสำคัญ โจทก์ฟ้องโดยอาศัยสัญญากู้ยืมเงินเป็นหลัก การที่จำเลยยอมรับผิดในหนี้ที่บิดาจำเลยและเครือญาติมีต่อโจทก์โดยการทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้อง เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ทำให้หนี้เดิมระงับก่อให้เกิดหนี้ใหม่ระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยมีความผูกพันต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว จำเลยจะอ้างว่าไม่ได้รับเงินกู้ยืมไปจากโจทก์ สัญญากู้ยืมเงินไม่สมบูรณ์ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินไม่ได้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้ธนาคารโจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินเป็นเงิน 9,531,658.55 บาท โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีและยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินกว่าอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งแนบสำเนาประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยมาท้ายคำฟ้อง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และตามสำเนาประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกข้อกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียกดอกเบี้ยหรือส่วนลด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินกว่าอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยคำฟ้องโจทก์จึงได้แสดงโดยชัดแจ้งถึงสิทธิของโจทก์ในการเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยพอที่จำเลยจะเข้าใจได้ดีและสามารถต่อสู้คดีได้ คำฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม โจทก์และจำเลยตกลงกำหนดวิธีชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินคืนโดยผ่อนทุกคืนเป็นงวด ๆ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33(2)เมื่อปรากฏว่าหลังจากทำสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตั้งแต่งวดแรกที่ต้องชำระภายในวันที่ 25 กันยายน 2528 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้ทั้งหมด อายุความเริ่มนับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12คือ วันที่ 26 กันยายน 2528 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม2540 จึงพ้นกำหนดอายุความ 5 ปี แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ แต่ทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่า ภายหลังจากสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ระบุว่าจำเลยได้รับหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยจะมาติดต่อแต่ได้รับอุบัติเหตุ จำเลยขอผ่อนผันการชำระหนี้ 2 เดือน และจะขายทรัพย์สินชำระหนี้แก่โจทก์กับขอให้โจทก์ลดดอกเบี้ยแก่จำเลย กรณีไม่ใช่เป็นเรื่องรับสภาพหนี้ เพราะการรับสภาพหนี้ตามพาณิชย์ มาตรา 193/14 ต้องเป็นเรื่องรับสภาพกันภายในกำหนดอายุความ แต่การที่จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ดังกล่าวย่อมถือได้ว่าจำเลยได้สละประโยชน์แห่งอายุความแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 87 ประกอบด้วยมาตรา 83 ที่บัญญัติให้โจทก์จะต้องขอให้เรียกทายาทเข้ามาแก้คดีแทนจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาคดี ก็เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก แต่ถ้าทนายความจำเลยเป็นผู้แถลงขอให้เรียกทายาทเข้ามาแก้คดีแทนจำเลยที่ตาย โดยโจทก์ไม่คัดค้านและทายาทยินยอมเข้ามาแก้คดีแทน ก็ไม่มีความจำเป็นที่โจทก์จะต้องขอให้เรียกทายาทเข้ามาแก้คดีแทนจำเลยที่ตายอีก และไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย แต่จำเลยได้ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณา พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 87บัญญัติให้กระบวนพิจารณาคงดำเนินต่อไป และให้นำบทบัญญัติในหมวดนี้มาใช้บังคับด้วย หมายถึงบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยกระบวนพิจารณาในกรณีที่ลูกหนี้ตาย ซึ่งเจ้าหนี้อาจฟ้องขอให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ได้ หากปรากฏว่าลูกหนี้ยังมีชีวิตอยู่เจ้าหนี้อาจฟ้องขอให้ล้มละลายได้ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไม่อาจมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยล้มละลายได้เนื่องจากจำเลยไม่มีสภาพเป็นบุคคล ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 84ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 193/33ป.วิ.พ. 84ป.วิ.พ. 87ป.วิ.พ. 172พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 83พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 84พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 87
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินและรับเงินกู้ยืมไปจากโจทก์จำเลยไม่มีเจตนาชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ หนี้ที่โจทก์ฟ้องไม่มีมูลหนี้ โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด หนี้ในส่วนดอกเบี้ยจึงเป็นโมฆะทั้งหมด และโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยตั้งแต่เมื่อใดและมีจำนวนเท่าใดกับไม่มีรายละเอียดในการคิดดอกเบี้ย ทำให้จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้ถูกต้อง คำฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม และเมื่อรายการส่วนดอกเบี้ยไม่ถูกต้องยอดหนี้ตามคำฟ้องจึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินขาดอายุความ หนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2534ไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้ที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้ชำระหนี้ จำเลยไม่มีเจ้าหนี้อื่นอีกและมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ได้ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย ทนายความจำเลยขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกทายาทจำเลยเข้ามาเป็นคู่ความแทน นางกิ่งกาญจน์คณานุรักษ์ ภริยาของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 84 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินและได้รับเงินกู้ยืมไปจากโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจริง แต่ไม่ได้รับเงินกู้ยืมไปจากโจทก์ หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจึงไม่สมบูรณ์ จะรับฟังว่ามีการแปลงหนี้ใหม่ สัญญากู้ยืมเงินจึงสมบูรณ์ และบังคับได้ตามกฎหมายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ได้ เพราะโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและนำสืบในชั้นพิจารณา จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์ฟ้องนั้นเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินลงวันที่ 28 มิถุนายน 2528 เป็นเงิน 9,531,658.55 บาทและจำเลยได้รับเงินกู้ยืมไปจากโจทก์ครบถ้วน แต่โจทก์ก็นำสืบว่า เดิมนายดิเรกคณานุรักษ์ บิดาจำเลยเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน 9,547,467.80 บาท เมื่อบิดาจำเลยถึงแก่ความตาย จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ขอรับผิดชำระหนี้แทน และต่อมาจำเลยทำบันทึกข้อตกลงประนอมหนี้และรับผิดใช้หนี้สินตามเอกสารหมายจ.17 และ จ.18 แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยรวมหนี้ของบิดาจำเลยและเครือญาติเข้าด้วยกันเป็นเงิน 9,531,658.55 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.9ดังนี้เป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งมูลหนี้ตามฟ้องไม่เป็นการนำสืบแตกต่างจากฟ้องในข้อที่เป็นสาระสำคัญเพราะโจทก์ฟ้องโดยอาศัยสัญญากู้ยืมเงินเป็นหลักซึ่งมีจำนวนหนี้เท่านั้น การที่จำเลยยอมรับผิดในหนี้ที่บิดาจำเลยและเครือญาติมีต่อโจทก์โดยการทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้อง เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย ทำให้หนี้เดิมระงับก่อให้เกิดหนี้ใหม่ระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยมีความผูกพันต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.9 จะอ้างว่าจำเลยไม่ได้รับเงินกู้ยืมไปจากโจทก์ สัญญากู้ยืมเงินไม่สมบูรณ์ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินไม่ได้ ที่จำเลยฎีกาข้อสองว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงสิทธิของโจทก์ในการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดนั้นเห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินเป็นเงิน 9,531,658.55บาท โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินกว่าอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยพร้อมทั้งแนบสำเนาประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยมาท้ายคำฟ้อง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และตามสำเนาประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกข้อกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียกดอกเบี้ยหรือส่วนลดโจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินกว่าอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย คำฟ้องโจทก์จึงได้แสดงโดยชัดแจ้งถึงสิทธิของโจทก์ในการเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยพอที่จำเลยจะเข้าใจได้ดีและสามารถต่อสู้คดีได้คำฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ไม่เคลือบคลุม ที่จำเลยฎีกาข้อสามว่า หนี้ตามฟ้องมีกำหนดอายุความ 5 ปี มิใช่มีกำหนดอายุความ 10 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย และสิทธิเรียกร้องของโจท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง