คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564
ฎีกาที่ 986/2564
หลักกฎหมาย
วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองและกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 100 คน ปิดกั้นถนนสายอุดรธานี - วังสะพุง และทำการตรวจค้นรถยนต์ทุกคันที่แล่นผ่านมายังบริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อค้นหาเจ้าพนักงานตำรวจ และเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังเดินทางไปสับเปลี่ยนกำลังพลควบคุมฝูงชนที่กรุงเทพมหานคร ผู้เสียหายทั้งสามขับและนั่งมาในรถยนต์ เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุก็ถูกผู้ชุมนุมขอทำการตรวจค้น แต่ผู้เสียหายทั้งสามไม่ยินยอมจึงถูกผู้ชุมนุมปล่อยลมยางล้อรถและโยกรถยนต์ไปมา ทำให้ผู้เสียหายทั้งสามกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน จึงยอมให้ตรวจค้นรถยนต์ ทั้งนี้มีจำเลยที่ 1 เป็นแกนนำในการชุมนุม จำเลยที่ 2 ใช้โทรโข่งพูดสั่งการให้ผู้ชุมนุมทำการตรวจค้นรถยนต์ทุกคัน เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองขอให้จำเลยที่ 1 ยุติการชุมนุม แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธ พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ฐานร่วมกันขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ฐานร่วมกันกระทำการปิดกั้นทางหลวง และฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมีเจตนาจะสกัดกั้นเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารไม่ให้เคลื่อนย้ายกำลังพลไปปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชนที่กรุงเทพมหานคร การที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันตรวจค้นรถยนต์ในลักษณะเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสาม จึงเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปเพื่อกระทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นกรรมเดียว ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 215, 216, 309 พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 4, 6, 8, 39, 72 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสาม (เดิม), 216 (เดิม), 309 วรรคสอง (เดิม) พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 39, 72 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปกระทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานไม่ยอมเลิกมั่วสุมกันเพื่อกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และฐานร่วมกันกระทำการปิดกั้นทางหลวง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปกระทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี และฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้เถียงกันฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้องมีกลุ่มคนที่ใช้ชื่อว่าแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จำนวนมากไปชุมนุมกันบนถนนสายอุดรธานี-วังสะพุง บริเวณหน้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาหนองวัวซอ โดยกลุ่มคนดังกล่าวกระจายกันยืนและกางเต็นท์บนถนน ริมถนน และมีการใช้เครื่องขยายเสียงด้วย ตามภาพถ่าย เมื่อมีรถยนต์แล่นผ่านมาผู้ชุมนุมจะโบกมือส่งสัญญาณให้คนขับหยุดรถแล้วตรวจดูว่าภายในรถมีเจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ทหารนั่งโดยสารมาด้วยหรือไม่ หากมีก็จะไม่ยอมให้รถยนต์คันดังกล่าวแล่นผ่านไป ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสามและร้อยตำรวจโทเศรษฐวิทย์กับพวกขับรถและโดยสารรถมาถึงที่เกิดเหตุแล้วถูกผู้ชุมนุมบังคับให้หยุดรถ ทำให้ร้อยตำรวจโทเศรษฐวิทย์กับพวกไม่อาจเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่กรุงเทพมหานครตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาได้ จำเลยที่ 1 เข้าร่วมชุมนุมกับผู้ชุมนุมและจำเลยที่ 2 อยู่ในบริเวณที่มีการชุมนุมในวันเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจไว้เป็นหลักฐาน พนักงานสอบสวนได้ขอออกหมายจับจำเลยทั้งสองไว้ ตามหมายจับ ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2560 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 2 ได้ ตามบันทึกการจับกุม และวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 จับจำเลยที่ 1 ได้ ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันและเป็นประจักษ์พยานที่ได้พบเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะเกิดเหตุด้วยตนเอง อีกทั้งต่างก็ไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน เชื่อว่าพยานเบิกความไปตามความจริง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นอกจากนี้โจทก์ยังมีพยานเอกสารบันทึกข้อความ เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจสืบสวนหาข่าวการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง บันทึกรายงานการสืบสวนกลุ่มผู้ชุมนุมปิดกั้นถนน บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ภาพถ่ายกลุ่มมวลชนเสื้อแดงตั้งจุดสกัดกั้น บันทึกรายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนมวลชนเสื้อแดง (เพิ่มเติม) และบันทึกคำให้การพยาน รวม 8 ปาก มานำสืบสนับสนุนทำให้คำเบิกความพยานโจทก์มีน้ำหนักมากขึ้น โดยเฉพาะพันตำรวจเอกประมวลเบิกความยืนยันพฤติการณ์จำเลยทั้งสองในขณะเกิดเหตุว่า พยานเข้าไปสอบถามผู้ร่วมชุมนุมว่าใครเป็นแกนนำ ผู้ร่วมชุมนุมบอกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งในขณะนั้นนั่งอยู่ในเต็นท์ พยานจึงเข้าไปพูดกับจำเลยที่ 1 ขอร้องว่าการชุมนุมดังกล่าวทำให้ประชาชนที่ผ่านไปมาเดือดร้อน ขอให้ยุติการชุมนุม จำเลยที่ 1 ตอบว่ายกเลิกการชุมนุมไม่ได้เนื่องจากได้นัดรวมพลกันแล้ว และขณะนั้นมีรถตู้ของวัดป่าบ้านตาดที่มีหลวงตามหาบัวนั่งอยู่ในรถแล่นมาถึงที่เกิดเหตุกลุ่มผู้ชุมนุมก็ไม่ยอมให้ผ่านไป และจะตรวจค้นภายในรถโดยกลุ่มผู้ชุมนุมบอกว่าหากจะผ่านไปต้องขออนุญาตจากจำเลยที่ 1 ก่อน พยานจึงไปพูดกับจำเลยที่ 1 จนกระทั่งจำเลยที่ 1 อนุญาตจึงยอมให้รถตู้คันดังกล่าวแล่นผ่านไปได้ พยานเห็นจำเลยที่ 2 ใช้โทรโข่งพูดสั่งการให้ผู้ร่วมชุมนุมตรวจค้นรถที่เลี้ยวเข้าไปบริเวณถนนเลี่ยงเข้าหมู่บ้านโดยไม่ต้องผ่านจุดที่มีการชุมนุม ต่อมารองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานีเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุและเข้าไปพูดกับจำเลย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง