ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559

ฎีกาที่ 9881/2559

หลักกฎหมาย

สัญญาให้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่โจทก์ตลอดอายุสัญญาเป็นรายปี คิดเป็นอัตราร้อยละของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย ค่าภาษี และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ การที่โจทก์ให้คู่สัญญาทั้งสามรายนำเงินค่าภาษีสรรพสามิตที่ได้ชำระแล้วมาหักออกจากจำนวนเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่ต้องจ่ายให้โจทก์ เป็นการกระทำที่มีผลเช่นเดียวกับการที่โจทก์นำเงินที่ได้รับจากคู่สัญญาทั้งสามรายบางส่วนไปจ่ายคืนให้แก่คู่สัญญาทั้งสามราย เพื่อให้คู่สัญญาทั้งสามรายนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระภาษีสรรพสามิตตามที่คู่สัญญาทั้งสามรายมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่กรมสรรพสามิต อันเป็นการชดเชยค่าภาษีสรรพสามิตให้แก่คู่สัญญาทั้งสามราย โดยโจทก์เป็นผู้รับภาระค่าภาษีสรรพสามิตแทนคู่สัญญาทั้งสามราย เพื่อให้คู่สัญญาทั้งสามรายมีภาระที่จะต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่โจทก์ตามสัญญาในอัตราเท่าเดิม โดยไม่มีการลดผลประโยชน์ตอบแทนหรือส่วนแบ่งรายได้ที่โจทก์จะได้รับจากคู่สัญญาทั้งสามราย ส่วนแบ่งรายได้หรือผลประโยชน์ตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากคู่สัญญาทั้งสามรายยังมีครบถ้วนตามสัญญาเดิมและถือเป็นรายรับที่โจทก์ได้รับจริงจากการให้บริการตามสัญญา ซึ่งเป็นฐานภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79 โจทก์จึงต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากคู่สัญญาทั้งสามรายตามมาตรา 77/2 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตและคู่สัญญาทั้งสามรายไม่มีสิทธินำเอาค่าภาษีสรรพสามิตที่ชำระแล้วมาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องชำระแก่โจทก์ คู่สัญญาทั้งสามรายต้องรับภาระภาษีสรรพสามิตเอง คู่สัญญาทั้งสามรายยังชำระค่าส่วนแบ่งรายได้ให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน โจทก์จึงยังไม่ได้รับค่าภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนนี้นั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมิน เลขที่ ภพ.73.1-01009410-25511209-005-01372 ถึงเลขที่ ภพ.73.1-01009410-25511209-005-01377 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2551 รวม 6 ฉบับ เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.3)/79/2553 ถึงเลขที่ ภญ.(อธ.3)/84/2553 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2553 รวม 6 ฉบับ งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมด จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ภพ.73.1-01009410-25511209-005-01372 ถึงเลขที่ ภพ.73.1-01009410-25511209-005-01377 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2551 รวม 6 ฉบับ และแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.3)/79/2553 ถึง เลขที่ ภญ.(อธ.3)/84/2553 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2553 รวม 6 ฉบับ ในส่วนของเบี้ยปรับเป็นงดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมด ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในส่วนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์และจำเลยทั้งสี่มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า เดิมโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 ต่อมาแปรสภาพเป็นบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 มีกระทรวงการคลังถือหุ้นเพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2546 เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2547 เดือนภาษีธันวาคม 2547 เดือนภาษีธันวาคม 2548 เดือนภาษีธันวาคม 2549 และเดือนภาษีธันวาคม 2550 พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,561,300,345 บาท อ้างว่าเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนหรือเงินค่าภาษีสรรพสามิตที่บริษัทคู่สัญญาภาคเอกชน ได้แก่ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัททรูมูฟ จำกัด และบริษัทดิจิตอล โฟน จำกัด กรณีโทรศัพท์เคลื่อนที่หักออกจากค่าผลประโยชน์ตอบแทนที่ต้องจ่ายให้แก่คู่สัญญาภาครัฐ คือโจทก์ ตามสัญญาสัมปทานหรือสัญญาให้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า นั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าผลประโยชน์ตอบแทน โจทก์จึงต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ในอัตราร้อยละ 7.0 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80 (2) ซึ่งโจทก์ไม่ได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ จึงทำให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากเงินค่าภาษีสรรพสามิตดังกล่าว สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2546 แสดงยอดขายไว้ขาดไปเป็นจำนวนเงิน 5,282,726,102.10 บาท สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2547 แสดงยอดขายไว้ขาดไปเป็นจำนวนเงิน 19,144,434.70 บาท สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2547 แสดงยอดขายไว้ขาดไปเป็นจำนวนเงิน 5,282,726,102.10 บาท สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2548 แสดงยอดขายไว้ขาดไปเป็นจำนวนเงิน 6,796,487,131.54 บาท สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2549 แสดงยอดขายไว้ขาดไปเป็นจำนวนเงิน 7,263,768,419.72 บาท และสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2550 แสดงยอดขายไว้ขาดไปเป็นจำนวนเงิน 3,479,285,182.41 บาท โจทก์จึงต้องรับผิดชำระภาษี มูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมตามจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาด พร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,197,411,210.90 บาท โดยลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 80 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 1,819,445,682.78 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่โจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์จะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนของผลประโยชน์ตอบแทนที่คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายนำไปชำระภาษีสรรพสามิตหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า หลังจากโจทก์ทำสัญญากับคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามราย ได้แก่ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัททรูมูฟ จำกัด (เดิมชื่อบริษัทไวร์เลส คอมมูนิเคชั่นส์ เซอร์วิส จำกัด) และบริษัทดิจิตอล โฟน จำกัด แล้ว คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายก็จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาดังกล่าวให้แก่โจทก์ ซึ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง