กฎกระทรวงการปฏิบัติงานเป็นผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียและผู้รับจ้างให้บริการบำบัดน้ำเสีย พ.ศ. 2567
ข้อ 33
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
กฎกระทรวงการปฏิบัติงานเป็นผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียและผู้รับจ้างให้บริการบำบัดน้ำเสีย พ.ศ. 2567 ข้อ 33 ผู้ประกอบกิจการบำบัดน้ำเสียที่ได้ดำเนินกิจการอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินกิจการดังกล่าวต่อไปได้ แต่ต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียหรือผู้รับจ้างให้บริการบำบัดน้ำเสีย แล้วแต่กรณี ต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นในท้องที่ที่ตนประกอบกิจการอยู่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ผู้ประกอบกิจการบำบัดน้ำเสียที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ประกอบกิจการต่อไปได้จนกว่าจะได้รับแจ้งคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น กรณีที่ได้รับแจ้งคำสั่งไม่อนุญาตตามวรรคสอง ให้ผู้ประกอบกิจการบำบัดน้ำเสียแจ้งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษผู้ว่าจ้างทราบถึงการที่ไม่ได้รับอนุญาตดังกล่าวภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งไม่อนุญาต และต้องยุติการประกอบกิจการบำบัดน้ำเสียนั้นภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งไม่อนุญาตให้ไว้ ณ วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๗ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๗๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติให้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและการออกใบอนุญาต คุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาต การควบคุมการปฏิบัติงานของผู้ได้รับอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาตการสั่งพักและการเพิกถอนการอนุญาต และการเสียค่าธรรมเนียมการขอและการออกใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียหรือผู้รับจ้างให้บริการบำบัดน้ำเสีย ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ประกอบกับมาตรา ๗๓ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕บัญญัติให้อัตราค่าบริการบำบัดน้ำเสียที่ผู้รับจ้างให้บริการจะเรียกเก็บต้องไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 15564/2558
การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของ