กฎกระทรวงการอนุญาตการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์สำหรับบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งเกิดจากการควบเข้ากัน พ.ศ. 2565
ข้อ 4
ยังไม่ยืนยันสถานะ
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ —
เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
กฎกระทรวงการอนุญาตการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์สำหรับบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งเกิดจากการควบเข้ากัน พ.ศ. 2565 ข้อ 4 ให้บริษัทหลักทรัพย์ซึ่งประสงค์จะควบเข้ากันร่วมกันยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์สำหรับบริษัทซึ่งจะเกิดจากการควบเข้ากัน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์นั้น การยื่นคำขอรับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นขอรับใบอนุญาตได้เฉพาะการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทเดียวกันกับที่บริษัทหลักทรัพย์ซึ่งจะควบเข้ากันนั้นได้รับใบอนุญาตไว้ เว้นแต่กรณีที่บริษัทหลักทรัพย์ซึ่งจะควบเข้ากันตามวรรคหนึ่งมีใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ไม่สอดคล้องกับกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ให้บริษัทหลักทรัพย์ซึ่งจะควบเข้ากันดังกล่าวมีสิทธิยื่นคำขอรับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทอื่นได้ภายใต้เงื่อนไขที่สำนักงานประกาศกำหนด ในกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์ซึ่งจะควบเข้ากันตามวรรคหนึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ในประเภทที่แตกต่างกัน ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์เฉพาะประเภทที่ประสงค์ให้บริษัทซึ่งจะเกิดจากการควบเข้ากันประกอบธุรกิจ เว้นแต่ (๑) ในกรณีที่ประสงค์ให้บริษัทซึ่งจะเกิดจากการควบเข้ากันได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ทุกประเภทที่บริษัทหลักทรัพย์ซึ่งควบเข้ากันนั้นได้รับใบอนุญาต ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ทุกประเภท (๒) ในกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์ซึ่งจะควบเข้ากันบริษัทหนึ่งได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ได้หลายประเภท ซึ่งครอบคลุมประเภทธุรกิจหลักทรัพย์ของใบอนุญาตของบริษัทหลักทรัพย์อื่น และบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งจะควบเข้ากันประสงค์ให้บริษัทซึ่งจะเกิดจากการควบเข้ากันได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ทุกประเภทที่บริษัทหลักทรัพย์ซึ่งจะควบเข้ากันนั้นได้รับใบอนุญาต ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเฉพาะใบอนุญาตซึ่งครอบคลุมประเภทธุรกิจหลักทรัพย์ทุกประเภท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
พ.ศ. 2558
พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522 ที่ใช้บังคับขณะฟ้อง มาตรา 4 และมาตรา 19 แสดงว่าอธิการบดีซึ่งเป็นผู้แทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโจทก์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมมีอำนาจดำเนินกิจการทั่วไปแทนโจทก์ การฟ้องคดีเป็นสิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม และความประสงค์ของนิติบุคคลแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคลนั้น อธิการบดีผู้แทนของโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีในนามโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากสภามหาวิทยาลัย จำเลยยอมรับว่าได้เช่าอาคารพาณิชย์พิพาทจากโจทก์ จึงไม่มีอำนาจต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจให้เช่าอีก และหากเป็
พ.ศ. 2557
โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 32, 107 พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งมาตรา 4 ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ได้ถูกยกเลิกไปตาม พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยอ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งถูกยกเลิกและแก้ไขใหม่แล้ว และมิได้อ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 ที่แก้ไขใหม่ แต่คำว่า ขาย ตามมาตรา 4 ซึ่งแก้ไขใหม่ยังคงหมายความรวมถึงมีไว้เพื่อขายและถือเป็นความผิด ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงยังเป็นความ
พ.ศ. 2557
ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่าจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ทั้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ได้กระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดเป็นลูกจ้างกองน้ำบาดาล ในสังกัดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีฐานะเป็นกรม จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ทำตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาจะมี พ.ร.ฎ.ให้โอนกองน้ำบาดาลไปสังกัดจำเลยร่วม ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะฐานะของกองน้ำบาดาล ความรับ
ค้นต่อ