กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการเรียกเงินที่ได้จ่ายไปในการทำสัญญาเช่าหรือค่าใช้สิทธิเหนือที่ดินจากผู้ดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2552
ข้อ 5
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการเรียกเงินที่ได้จ่ายไปในการทำสัญญาเช่าหรือค่าใช้สิทธิเหนือที่ดินจากผู้ดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2552 ข้อ 5 ในกรณีที่ที่ประชุมร่วมมีความเห็นตามข้อ ๔ ให้ที่ประชุมร่วมพิจารณาจำนวนเงินที่ผู้เช่าหรือผู้ทรงสิทธิมีสิทธิเรียกจากผู้ดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ที่ประชุมร่วมมีความเห็นดังกล่าว โดยให้คำนวณตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑) กรณีการเช่าที่ดินหรือห้องชุด (ก) สัญญาเช่าที่มีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้คำนวณจากต้นเงินที่ผู้เช่าได้จ่ายไปจริงในการทำสัญญาเช่า โดยเป็นไปตามสัดส่วนของระยะเวลาการเช่าที่เหลืออยู่แต่ไม่เกินสามปีกับระยะเวลาการเช่าก่อนการเลิกการเช่านั้น (ข) สัญญาเช่าอื่นนอกจาก (ก) ให้คำนวณจากต้นเงินที่ผู้เช่าได้จ่ายไปจริงในการทำสัญญาเช่า โดยเป็นไปตามสัดส่วนของระยะเวลาการเช่าที่เหลืออยู่ กับระยะเวลาการเช่าก่อนการเลิกการเช่านั้น (๒) กรณีสิทธิเหนือที่ดิน ให้คำนวณจากต้นเงินที่ผู้ทรงสิทธิได้จ่ายไปจริงในการทำสัญญาก่อให้เกิดสิทธิเหนือที่ดิน โดยเป็นไปตามสัดส่วนของระยะเวลาการใช้สิทธิเหนือที่ดินที่เหลืออยู่กับระยะเวลาการใช้สิทธิเหนือที่ดินก่อนการยกเลิกสิทธิเหนือที่ดินนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 7574/2559
จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ การกำหนดคุณสมบัติของพนักงานและเหตุที่พนักงานจะต้องพ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจและพนักงานทุกคนตามวันที่บทกฎหมายดังกล่าวกำหนด กฎหมายดังกล่าวมิใช่เป็นบทกฎหมายกำหนดความผิดที่มีโทษในทางอาญาที่จะต้องใช้ขณะกระทำความผิดและต้องห้ามมิให้ใช้บังคับย้อนหลังไปก่อนการกระทำควา